ชื่อ :
รหัส :
จำรหัสผ่าน

ข้อมูลธุรกิจ และท่องเที่ยว จังหวัดอุดรธานี

http://directory.udclick.com/



คำชะโนด

คำชะโนด


ทางเข้า"คำชะโนด"เมืองพญานาค

 

ลิงค์เก่า ตอนที่ทีมงาน UDclick ไปคำชะโนด กับทีมงาน shockfm และ ดารานำเรื่อง "ผีจ้างหนัง" คุณนะโม ทองกำเนิด พร้อมทีมงานจากไฟว์สตาร์<<<คลิกเลย
ประมวลภาพถ่ายคำชะโนด และ วัฒนธรรมประเพณีของชาว อ.บ้านดุงในวันสงกรานต์ <<<คลิกเลย

 
ปู่ศรีสุทโธ กับ ย่าปทุมมา ในเมือง"คำชะโนด"สำหรับให้สักการะบูชา

ประวัติท้าวศรีสุทโธ

      มีเรื่องเล่ากันมานานแสนนานว่า แต่ก่อนหนองกระแสหรือหนองแส ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปในเขตลาวเป็นเมืองที่พญานาคครองอยู่ โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเจ้าพ่อพญาศรีสุทโธเป็นหัวหน้าครองอยู่อีกส่วนหนึ่งหัวหน้าผู้ครองอยู่ก็เป็นพญานาคเหมือนกัน มีชื่อว่าเจ้าพ่อพญาสุวรรณนาค มีบริวารฝ่ายละ 5,000 เท่าๆกัน
     
       ทั้งสองพญานาคอยู่ด้วยกันด้วยความผาสุก มีความรัก สามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีอาหารแบ่งกันกิน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกันและเป็นเพื่อนตายกันมาตลอด
   
      แต่มีข้อตกลงกันอยู่ข้อหนึ่งว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกไปล่าเนื้อหาอาหารอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องงดออกไปเพราะ เกรงว่าหากต่างฝ่ายต่างออกไปหาอาหารบริวารทั้งสองฝ่ายก็อาจจะเกิดการทะเลาะวิวาทรบรากันขึ้นได้
เมื่อฝ่ายที่ออกไปหาอาหารได้เนื้อสัตว์ใดมาเป็นเหยื่อก็ให้แบ่งอาหารนั้นออกเป็นสองส่วน แบ่งกันคนละครึ่งข้อ ตกลงนี้ได้ปฏิบัติกันมาเนิ่นนาน โดยไม่มีข้อขัดแย้ง แต่อยู่มาวันหนึ่งพญาศรีสุทโธนาค พาบริวารไพล่พลออกไปล่าเนื้อหาอาหารและได้ช้างมาเป็นอาหาร จึงแบ่งเนื้อช้างพร้อมด้วยหนังและขนออกเป็นสองส่วนเท่าๆกันนำไปมอบให้แก่พญาสุวรรณนาคครึ่งหนึ่งตามสัญญาที่มีต่อกันต่างฝ่ายต่างก็กินเนื้อช้างกันอย่างเอร็ดอร่อยและอิ่มหนำสำ ราญ เพราะเนื้อช้างมีมาก

      ต่อมาวันหนึ่งพญานาคสุวรรณนาคได้พาบริวารไพล่พลออกไปล่าเนื้อหาอาหารได้เม่น จึงแบ่งเนื้อหนังเม่นและ ขนเม่นออกเป็นสองส่วนเอาไปให้พญาศรีสุทโธส่วนหนึ่ง ฝ่ายตนเก็บไว้กินส่วนหนึ่ง เม่นตัวเล็กนิดเดียว เนื้อที่แบ่งไปให้พญาศรีสุทโธจึงมีนิดเดียวไม่พอกิน

      พญาศรีสุทโธไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นว่าเม่นตัวเล็กหรือโตแค่ไหน แต่เมื่อเอาขนเม่นมาเทียบกับขนช้างแล้ว ขนเม่นใหญ่กว่าหลายเท่า เมื่อขนใหญ่กว่าตัวก็จะต้องใหญ่กว่าแน่นอนคิดว่าพญาสุวรรณนาคเล่นไม่ซื่อไม่ปฏิบัติตามสัญญา เวลาตัวเองจับช้างมาได้ก็แบ่งเนื้อให้ไปกินอย่างเหลือเฟือ พอพญาสุวรรณนาคได้เม่นมากลับแบ่งมาให้นิดเดียวยิ่งคิดยิ่งโกรธ จึงให้เสนาอำมาตย์นำเนื้อเม่นที่ได้รับส่วนแบ่งมาครึ่งหนึ่งเอาไปคืน ให้พญาสุวรรณนาคพร้อมกับบอกไปว่า "จะไม่ขอรับอาหารส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรมจากเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์"

      ฝ่ายพญาสุวรรณนาคเมื่อได้ทราบดังนั้นก็ร้อนใจ รีบเดินทางไปพบพญาศรีสุทโธนาคเพื่อชี้แจงให้ทราบว่า เม่นถึงแม้จะมีขนใหญ่โต แต่ตัวของมัน เล็กน้อยนิดเดียวจะเอาขนไปเปรียบเทียบกับช้างไม่ได้ สัตว์แต่ละชนิดก็มีลักษณะแตกต่างกันไป ขอให้เพื่อนรับเนื้อเม่นไว้กินเป็นอาหารเสียเถิด

       แต่ไม่ว่าพญาสุวรรณนาคจะพูดอย่างไร พญาสุทโธนาคก็ไม่ยอมเชื่อ จึงเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมาทั้งสองฝ่าย เหตุ การณ์รุนแรงขึ้นทุกขณะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมฟังเสียงกัน ผลสุดท้ายทั้งสองฝ่ายจึงประกาศสงครามต่อกัน

      พญาสุทโธนาคซึ่งเป็นฝ่ายโกรธก่อน จึงสั่งไพร่พลนาครุกรบทันที พญาสุวรรณนาคก็ไม่ยอมแพ้ เรียกระดมบริ วารไพร่พลเข้าต่อสู้เป็นสามารถ เล่ากันว่าพญานาคทั้งสองฝ่ายรบกันอยู่จนถึง 7 ปี ต่างฝ่ายต่างเหนื่อยล้าเอาชนะ กันยังไม่ได้และต่างฝ่ายต่างก็พยายามจะเอาชนะให้ได้ เพื่อจะได้เป็นใหญ่ครองเมืองพญานาคทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายระหว่างนาคทั้งสองฝ่ายทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในบริเวณหนองกระแสและบริเวณรอบๆหนองแห่งนั้นเกิดความเดือดร้อนและเสียหายไปมากมาย พื้นโลกสะเทือนเกิดแผ่นดินไหวไปทั่วเทวดาน้อยใหญ่ทั้งหลายเกิดความเดือดร้อนไปทั้งสามภพ

      ความเดือดร้อนทั้งหลายทราบไปถึงพระอินทร์ ซึ่งเป็นประมุขของเทวดาจึงเรียกเทวดาเข้าเฝ้าเล่าเรื่องราวให้ฟัง เมื่อทรงทราบโดยละเอียดแล้ว จึงเสด็จจากดาวดึงส์ลงมายังโลกมนุษย์ที่เมืองหนองกระแส แล้วตรัสเป็นโอง การให้นาคทั้งสองฝ่ายหยุดรบกัน ให้ถือว่าทั้งสองฝ่ายเสมอกัน ไม่มีใครแพ้ใครชนะ ให้หนองกระแสเกิดสันติสุขโดยด่วน แล้วให้พาพากันสร้างแม่น้ำคนละสายออกจากหนองกระแสใครสร้างถึงทะเลก่อนจะให้ปลาบึกขึ้นไปอยู่ในแม่น้ำสายนั้น และเพื่อป้องกันการทะเลาะวิวาทของพญานาคทั้งสอง ให้เอาภูเขาพญาไฟเป็นเขตกั้นคนละฝ่ายใครข้ามไปรุกรานราวีขอให้ไฟจากภูเขาพญาไฟไหม้ฝ่ายนั้น

      เมื่อพระอินทร์ตรัสเป็นเทวโองการดังกล่าวแล้วพญาศรีสุทโธนาค จึงพาบริวารไพล่พลอพยพออกจากหนองกระแส สร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศตะวันออกของหนองกระแสเมื่อถึงตรงไหนเป็นภูเขาขวางอยู่ แม่น้ำก็จะคดโค้งเป็นไปตามภูเขา เพราะพญาสุทโธนาคใจร้อน แม่น้ำสายนี้เรียกว่า "แม่น้ำโขง" คำว่า "โขง" มาจากคำว่า "โค้ง" คือไม่ตรง

     ส่วนพญาสุวนนณนาค เมื่อได้รับเทวราชโองการดังกล่าว จึงพาบริวารไพล่พลอพยพจากหนองกระแส สร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศใต้ พญาสุวรรณนาคเป็นนาคที่ใจเย็นพิถีพิถันและตรง การสร้างแม่น้ำจึงต้องทำให้ตรง แม่น้ำนี้เรียกว่า "แม่น้ำน่าน"เป็นแม่น้ำที่ตรงกว่าแม่น้ำทุกสายบรรดามี

    การสร้างแม่น้ำแข่งกันในครั้งนั้น ปรากฎว่าแม่น้ำโขงของพญาศรีสุทโธ สร้างเสร็จก่อน จึงเป็นผู้ชนะและมีปลาบึกอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงเพียงแห่งเดียวในโลกตามราชโองการของพระอินทร์

    เมื่อพญาสุทโธนาคสร้างแม่น้ำโขงเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงแผลงฤทธิ์ปาฏิหารย์เหาะขึ้นไปเฝ้าพระอินทราธิราชยังดาวดึงส์ทูลขอต่อพระอินทร์ว่า ตัวข้าเป็นเชื้อพญานาค จะอยู่บนโลกนานเกินไปก็ไม่ได้ จึงขอทางลงระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์ไว้ 3 แห่งจะโปรดให้ครอบครองอยู่ตรงไหนแน่นอน

                   พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่จึงอนุญาตให้มีรูพญานาคเอาไว้ 3 แห่งคือ
                   1.ที่ธาตุหลวงนครเวียงจันทร์
                   2.ที่หนองคันแท
                   3.ที่พรหมประกายโลก (ที่คำชะโนด)

      แห่งที่ 1 และ 2 ให้เป็นทางลงสู่บาดาลของพญานาคเท่านั้น ส่วนแห่งที่ 3 ที่พรหมประกายโลก เป็นที่ๆ พรหมเทวดาลงมากกินดินจนหมดฤิทธิ์กลายเป็นมนุษย์ให้พญาสุทโธนาคไปตั้งบ้านเมืองครอบครองเฝ้าอยู่ ให้มีต้นคำชะโนดหรือชะโนดขึ้นเป็นสัญลักษณ์ ลักษณะต้นคำชะโนดให้เอาต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาล อย่างละเท่าๆกันผสมกัน ในเวลา 1 เดือนทางจันทรคติ ข้างขึ้น 15 วัน ให้พญาสุทโธนาคและบริวารกลายร่างเป็นมนุษย์เรียก ชื่อว่า "เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธ" และอีก 15 วัน ข้างแรมให้พญาสุทโธนาคและบริวารกลายร่างเป็นนาค เรียกชื่อว่า "พญานาคศรีสุทโธ"


ต้นชะโนด 

     ดงคำชะโนด เมืองพญานาค มองจากระยะไกลต้นคำชะโนด มีลักษณะผสมผสาน ระหว่างต้นตาล ต้นมะพร้าวและต้นหมาก มีแห่งเดียวที่เมืองคำชะโนด

     ตั้งแต่บัดนั้นจนมาถึงกึ่งพุทธกาล นับแต่ปี พ.ศ. 2500 ถอยหลังไป พี่น้องชาวบ้านม่วง บ้านเมืองไพร บ้านวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีจะได้พบเห็นชาวเมืองคำชะโนดไปเที่ยวงานบุญประจำปี หรือบุญมหาชาติที่ชาวบ้านเรียกว่า "บุญพะเวศ"ทั้งผู้หญิงผู้ชาย อยู่บ่อยครั้งก็จะเป็นผู้หญิงไปยืมเครื่องมือทอหูก (ฟืม) ไปทอผ้าอยู่เป็นประจำ

     เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธได้จัดให้มีการแข่งเรือและประกวดชายงาม ที่เมืองชะโนด นายคำตา ทองสีเหลืองซึ่งชาว บ้านวังทอง ตำบลวังทอง อำเภอบ้านดุง(ภายหลังได้บวชอยู่วัดศิริสุทโธ (วัดดอนตูม)และได้ถึงแก่มรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2533 ) ติดกับเมืองคำชะโนด เป็นผู้ได้รับคัดเลือกจากเจ้าพ่อพญาศรีสุทโธ ให้ไปประกวดชายงาม นายคำตา ได้หายไปประมาณ 6 ชั่วโมงจึงกลับมาและได้เล่าเรื่องเมืองคำชะโนดที่ได้เห็นมาให้ใครต่อใครฟัง

      ปัจจุบันนี้ "คำชะโนด" เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ของชาวอำเภอบ้านดุง เรือตรีนิวรรตน์ พะโยมเยี่ยม อดีตนายอำเภอบ้านดุง ได้ชักชวนข้าราชการทุกฝ่าย ตลอดทั้งตำรวจ อส. พ่อค้าและประชาชนร่วมกันสร้างสะพานทางเข้าเมืองคำชะโนด ตลอดจนปรับปรุงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้เป็นสถานที่สักการะของชาวอำเภอบ้านดุงและจังหวัดอื่นๆ

     ในวโรกาสทางราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดอุดรธานี ได้คัดเลือกและให้นำน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์คำชะโนดไปร่วมในงานพระราชพิธีนั้นด้วย ณ มณฑลพระราชพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2530


ชาวคำชะโนดจ้างหนังเร่ไปฉายดู

      มีเรื่องแปลกแต่จริงเกิดขึ้นที่เมืองชะโนด อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะมีพยานบุคคลที่สามารถอ้างอิงได้

      คืนวันที่ 24 พฤษภาคม 2539 เมื่อคณะชมรมสื่อมวลชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเดินทางไปถึงจังหวัดอุดรธานีและเข้าพักที่โรงแรมเจริญโฮเต็ล ตอนกลางคืนมีงานเลี้ยงต้อนรับโดยข้าราชการและพ่อค้า ของเมืองอุดรธานีทางจังหวัดได้เชิญ "คุณธงชัย แสงชัย" เจ้าของบริษัทภาพยนต์เร่ "แจ่มจันทร์" มาเล่าสังเหตุการณ์ประหลาดที่เหล่าพญานาคที่เมืองคำชะโนดมาจ้างให้ไปฉายหนังให้ดูอย่างละเอียด เล่นเอาคนฟังนั่งสงบนิ่งฟังอย่างตั้งใจและประหลาดใจระคนกัน

      คุณธงชัย แสงชัย จับไมค์ แล้วแนะนำตัวว่าเป็นใครและเป็นอะไรของบริษัทภาพยนต์แจ่มจันทร์ แล้วก็เริ่มเล่าว่า ...

      เรื่องเกิดขึ้น ในราวเดือนมกราคม ปี พ.ศ.2532 มีคนมาว่าจ้างให้หนังของผมไปฉายที่บ้านวังทอง อำเภอบ้านดุง ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีประมาณ 100 กิโลเมตร ค่าจ้างตกลงกันไว้ 5,000 บาทซึ่งเป็นค่าจ้างธรรมดา มีหนังฉาย 4 เรื่อง แต่สัญญาพิเศษมีอยู่ข้อหนึ่งคื ให้ฉายแค่ตีสี่เท่านั้น ห้ามฉายถึงสว่าง พอถึงตีสี่ก็ให้รีบเก็บจอเก็บข้าวของออกจากสถานที่ฉาย ซึ่งผมก็แปลกใจมากแต่ไม่ได้คิดอะไรในตอนนั้นเพราะเห็นว่าเป็นความต้องการของผู้มาว่าจ้าง จึงไม่ได้มาซักถามถึงเหตุผลที่ไม่ได้เหมือนกับฉายหนังที่อื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านมักจะให้ฉายถึงสว่างทุกเจ้าไปหลังจากที่ผมส่งหน่วยไปฉายหนังตามสัญญาที่ว่าจ้างนี้แล้ว ในตอนเช้าพนักงานของผมจำนวน 7 คน วึ่งกลับมาจากฉายหนังเมื่อคืนก็มาเล่าให้ผมกับภรรยาฟังว่าเมื่อคืนไปฉายหนังให้ผีดูมา

      เด็กๆเล่าให้ผมฟังว่าหนังเริ่มฉายตั้งแต่ตอนสามทุ่ม ในตอนหัวค่ำไม่เห็นผู้คนก็ยังสงสัยเลยว่าหายไปไหนหมด แต่พอสามทุ่มก็มีคนมาเป็นจำนวนมากและที่แปลกก็คือผู้หญิงซึ่งนุ่งขาวห่มขาวจะอยู่ด้านหน้า ส่วนผู้ชายใส่เสื้อผ้าสีดำ จะนั่งอีกข้างและคนทั้งหมดก็นั่งกันสงบเรียบร้อย เหมือนจะไม่เคลื่อนไหวตัวยิ่งกว่านั้นก็คือว่าไม่ว่าเด็กเขาจะฉายหนังอะไร ก็ไม่ส่งเสียงเอะอะเหมือนกับฉายหนังกลางแปลงทั่วไป ฉายหนังบู๊ก็เฉย ฉายหนังตลกก็เงียบ ไม่มีเสียงหัวเราะสักแอะ

      ที่แปลกกว่านั้นก็คืองานนี้ไม่มีร้านขายข้าวของจำพวก ของกินของใช้ แม้แต่ร้านขายขนมหรือบุหรี่ก็ไม่มี พวกเด็กๆ หิวบุหรี่ไปตามๆกัน พอถึงตีสี่พวกคนดูก็ไม่รู้หายไปไหนหมด หายไปเร็วเหลือเกิน

      เด็กๆ เขาก็รีบเก็บข้าวของออกจากงาน พอขับรถมาถึงหมู่บ้านวังทองตอนเช้าก็แวะซื้อบุหรี่ ชาวบ้านถามว่าไปฉายหนังที่ไหนมา เด็กๆ ก็บอกว่าก็ฉายในหมู่บ้านวังทองเมื่อคืนนี้ไงละ ชาวบ้านยืนยันว่าเมื่อคืนนี้ไม่มีหนังมาฉายในหมู่บ้านเลย เรื่องก็เกิดความสับสนวุ่นวายกันว่าเมื่อคืนไปฉายหนังที่ไหนมา ในที่สุดเมื่อสอบถามกันจนเข้าใจชาวบ้านก็สรุปว่าสงสัยหนังไปฉายในดงคำชะโนด ซึ่งเป็นสถานที่ลี้ลับเชื่อว่าเป็นเมืองพญานาค มีภูติผีปีศาจสิงสถิต ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับหมู่บ้านวังทอง

      พวกเด็กๆก็เลยเชื่อว่าถูกผีจ้างไปฉายหนังจริงๆ อย่างที่ชาวบ้านว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมก็อยากจะพิสูจน์ความจริง เดินทางไปที่บ้านวังทองผมไปที่ดงคำชะโนดซึ่งอยู่ห่างจากตัวถนนครึ่งกิโลเป็นดงไม้ทึบ อย่าว่าแต่รถยนต์จะเข้าไปข้างในไม่ได้เลย แม้แต่จะขึงตั้งจอหนังก็ยังคงทำไม่ได้ด้วย

      ผมสอบถามชาวบ้านแถวนั้นว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา ในหมู่บ้านวังทองหรือหมู่บ้านใกล้เคียงมีการฉายหนังหรือไม่ ทุกคนก็ยืนยันว่าไม่มีหนังเข้ามาฉายเลยแต่สิ่งที่ทำให้ผมเชื่อว่าหนังของผมเข้าไปฉายในดงคำชะโนดจริงก็คือตรงขอบถนนมีรอยรถยนต์แล่นผ่านลงไปในหลุ่มดินข้างทาง รอยรถแล่นผ่านเข้าไปในท้องนาซึ่งเป็นที่ลุ่มน้ำขัง ไม่น่าเชื่อว่ารถฉายหนังจะแล่นเข้าไปในดงคำชะโนดนั้นได้

      ด้วยความประหลาดใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เอง คุณธงชัย แสงชัย เล่าต่อไปว่าเขาได้ไปนมัสการ "หลวงปู่คำตา ศิริสุทโธ" เจ้าอาวาสวัดศรีสุทโธคำชะโนดซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้ๆ ดงคำชะโนด ไต่ถามถึงเรื่องนี้ท่านก็เล่าให้คุณธงชัยและภรรยาฟังว่า

      ดงคำชะโนดนี้เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์มาแต่ครั้งโบราณ เชื่อกันว่าบริเวณส่วนนี้เป็นเมืองของพญานาค ในสมัยที่ท่านเป็นเด็กๆ ไปทำนาแถวนั้นและลงไปเล่นน้ำในบ่อแล้วหายไป พ่อแม่ตามหาอยู่เจ็ดวันจึงไปพบตัวนอนหลับอยู่ในดงคำชะโนดนี้ ท่านรู้สึกเหมือนกับว่าได้เข้าไปในเมืองลึกลับแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใต้ดิน หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นท่านก็เลยอุทิศตัวเองบวชเป็นพระตลอดมา

      สำหรับเหตุการณ์ที่มีผู้จ้างหนังของคุณธงชัยไปฉายนั้น หลวงปู่คำตาได้กล่าวกับคุณธงชัยว่าคงเป็นเพราะช่วงนั้นเป็นเทศกาลของบรรดาวิญญาณซึ่ง อาศัยอยู่ในดงไม้นี้จึงว่าจ้างให้หนังมาฉายฉลองเหมือนผู้คนเบื้องบนวิญญาณเหล่านั้นชาวอีสานเรียกว่า "ผีบังบด"

      คุณธงชัยเล่าต่อว่า...
      "ในขณะที่หลวงปู่คำตาเล่าเรื่องนี้และยังไม่จบ ก็ปรากฏว่ามีงูตัวหนึ่งสีดำสนิทน่ากลัวเลื้อยเข้ามานอนขดอยู่ตรงหน้าของท่าน ผมและภรรยาตกใจมากแต่หลวงปู่คำตาบอกว่าไม่เป็นไรหรอก คงจะเป็นเพราะวิญญาณของผู้อาศัยอยู่ดงไม้ไม่ต้องการให้ท่านเล่าหรือเปิดเผยอะไรต่อ จึงส่งให้งูตัวนี้ปรากฏตัวเพื่อเตือน ท่านจึงขอตัวไม่เปิดเผยรายละเอียด ซึ่งผมเชื่อว่าคงต้องมีอะไรอีกมากในดงคำชะโนดนี้"

      คุณธงชัย แสงชัย เจ้าของบริษัทภาพยนตร์เร่"แจ่มจันทร์"เล่าจบแล้วก็ร่วมรับประทานอาหารและสนุสนานกับพวกเราชาวสื่อมวลชน อยู่จนดึกจึงอำลากลับไป

      คุณธงชัยมาเล่าเหตุการณ์ประหลาดนี้ให้พวกเราฟัง เหมือนเป็นเครื่องมาเรียกน้ำย่อยทำให้เราอยากไปเห็น"คำชะโนดเมืองพญานาค"ด้วยตาตนเองเร็วขึ้น

      รุ่งขึ้นเช้าวันที่ 25 พฤษถาคม 2539 คณะสื่อมวลชนของพวกเรารับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้วก็อำลาจาก เดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติบ้านเชียง จากนั้นก็เดินทางมุ่งหน้าตรงไปยังอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีวัดสิริสุทโธหรือวัดโนนตูมซึ่งอยู่ติดกับเมืองคำชะโนดหลังเที่ยงวันไปแล้ว

      เมืองคำชะโนดที่เป็นดงลักษณะเป็นเกาะมีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ มีน้ำล้อมรอบมีสะพานคอนกรีตทอดจากฝั่งวัดศิริสุทโธไปเกาะ สะพานนี้แปลกอยู่หน่อยหนึ่งที่ทำไว้เป็นสองตอนไม่ยาวพืดไปจนถึงปลายสะพานช่วงบนเกาะกับช่วงที่อยู่ในน้ำจะห่างกันประมาณหนึ่งฝ่ามือ

      ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเชื่อว่าเมืองคำชะโนดนี้ลอยน้ำอยู่ เมื่อมีน้ำท่วมบนพื้นหน้าวัดศิริสุทโธน้ำจะท่วมแต่เกาะเมืองคำชะโนดนี้ลอยน้ำอยู่ จะเหมือนลอยตัวขึ้นมาน้ำไม่ท่วมจึงต้องสะพานเป็นสองช่วงดังกล่าว

      เมื่อคณะของเราเดินทางไปถึงวัดศิริสุทโธซึ่งอยู่หน้าเมืองคำชะโนดนั้นท้องฟ้าแจ่มใสแดดจ้า ข้าราชการส่วนอำเภอบ้านดุงซึ่งมีคุณธวัชชัย แสงโสภฎ นายอำเภอบ้านดุงผู้เรียบเรียงเอกสารประวัติเจ้าพ่อพญาศรีสุทโธและประวัติเมืองคำชะโนดและข้าราชการอื่นๆ ของอำเภอบ้านดุงมาคอยต้อนรับคณะของเราอยู่ที่หน้าศาลาเอนกประสงค์ของวัดพร้อมคณะนักเรียนในชุดฟ้อนรำ มาต้อนรับคณะของเราอย่างเต็มที่

 






วันที่บันทึก: 2010-04-16 16:49:59    ผู้ชม: 4459
 
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2550 UdClick.com! ชุมชนออนไลน์ ของชาวอุดร