ชื่อ :
รหัส :
จำรหัสผ่าน

ข้อมูลธุรกิจ และท่องเที่ยว จังหวัดอุดรธานี

http://directory.udclick.com/



บ้านลุงโฮ

บ้านลุงโฮ

 

ประมวลภาพถ่ายมั้งหมดของ"บ้านลุงโฮ"<<<คลิกเลย 

เปิดอนุสรณ์สถาน "ลุงโฮ" ที่อุดรธานีเดือน ก.ย. นี้

       อุดรธานี- ทางการจังหวัดอุดรธานีกำลังเร่งฟื้นฟูบูรณะเพื่อเปิดอนุสรณ์สถานอดีตประธานโฮจิมินห์ ผู้นำการกู้ชาติเวียดนามอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแห่งที่ 2 ในประเทศไทย หลังค้นพบชุมชนที่พักของ "ลุงโฮ" ที่บ้านหนองโอน ต.เชียงพิณ อุดรธานี เมื่อไม่นานมานี้

       บิดาแห่งชาติเวียดนามในยุคใหม่ อาศัยอยู่ที่นั่นในช่วงปีที่หลบหนีการปราบปรามของนักล่าเมืองขึ้นฝรั่งเศส และ ทำการระดมสรรพกำลังชาวเวียดนามพลัดถิ่นกลับไปกู้อิสรภาพ นั่นคือในช่วงปี 2471

       ทางการจังหวัดอุดรธานีเชื่อว่าอนุสรณ์สถานแห่งนี้จะเป็นแหล่งศึกษาทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอดีตประธานโฮจิมินห์ และยังจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวเวียดนาม ทั้งที่อาศัยทำกินอยู่ในไทยและจากประเทศเวียดนาม โดยมีกำหนดจะเปิดให้เข้าชมได้ในปลายปีนี้

       โครงการพัฒนา “แหล่งศึกษาและท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์โฮจิมินห์” ที่บริเวณบ้านหนองโอน จะเป็นอนุสรณ์สถานแห่งที่ 2 ถัดจากแห่งแรกที่ บ้านนาจอก จ.นครพนม เพื่อรำลึกถึงวีรบุรุษผู้นำการกู้ชาติเวียดนาม ในช่วงที่ดำรงชีวิตอยู่ในประเทศไทย

       นายจารึก ปริญญาพล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่าการฟื้นฟูบูรณะเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546 สมัยอดีต ผจว.นายชัยพร รัตนนาคา โดยคณะกรรมการดำเนินงานจากชมรมชาวไทยเชื้อสายเวียดนามจังหวัดอุดรธานีร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบล ต.เชียงพิณ โดยนายอำเภอเมืองเป็นประธานคณะทำงาน

       เมื่อโครงการพัฒนาปรับปรุงแหล่งศึกษาและท่องท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์โฮจิมินห์แล้วเสร็จ เชื่อว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

       บ้านหนองโอนแห่งนี้เดิมชื่อ "บ้านนิคม" มีชาวเวียดนามอพยพมาอยู่ร่วมกันและตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้นตั้งแต่ปี 2469 ต่อมาในปี 2491 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบ้านหนองโอน ตามชื่อของบ้านหนองโอนเดิมซึ่งเป็นชื่อไปเป็นบ้านหนองฮาง

       จังหวัดอุดรธานีมีโครงการที่จะจำลองสถานที่ ที่เคยเป็นเสมือนค่ายรวบรวมชาวเวียดนามกู้ชาติในอดีตโดยประธานโฮจิมินห์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด

       จากการสืบค้นข้อมูลของคณะทำงานฯ ได้พบว่า ช่วงที่เข้ามาพักอยู่ในอุดรธานีใหม่ๆ ประธานโฮจิมินห์เวียดนามใช้ชื่อว่า "เฒ่าจิ๋น" อาศัยพักอยู่กับครอบครัวของเฒ่าแมด-ด๋าย สหายจัดตั้งที่บ้านหนองบัว-หนองเหล็ก ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟอุดรธานี ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในเขตเทศบาลนคร ชุมชนบริเวณนี้มีชาวเวียดนามอพยพอาศัยอยู่ราว 20-30 ครอบครัว ส่วนมากทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์

       ปี 2471 เฒ่าจิ๋น ได้เปลี่ยนสถานที่พักใหม่ ย้ายไปที่หมู่บ้านหนองโอน (หนองฮาง ต.เชียงพิณ ปัจจุบัน) โดยอาศัยอยู่กับครอบครัวของสหายที่ชื่อ "เฒ่าแงว็ก" ซึ่งได้ถึงแก่กรรมแล้ว การมาพักที่บ้านหนองโอนแห่งนี้ เฒ่าจิ๋นมีความมุ่งมั่นที่จะรวบรวมชาวเวียดนามพลัดถิ่นเข้าร่วมกระบวนการต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชจากฝรั่งเศส ทั้งนี้เฒ่าจิ๋นพักอยู่กับเฒ่าแงว็กนานราว 2 เดือน

       นายกร ตันชัย วัย 88 เป็นหนึ่งในกลุ่มคนไทยเชื้อสายเวียดนามที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ขณะที่พ่อเฒ่าจิ๋นพำนักอยู่ในบ้านหนองโอน

       นายกรหรือลุงกรในปัจจุบัน เป็นลูกชายของ "เฒ่าแงว็ก" ได้เล่าว่าช่วงที่ประธานโฮจิมินห์พักอยู่ที่บ้านนั้น ตนมีอายุราวๆ 11 ขวบ จำได้ว่าช่วงนั้นมีพี่น้องชาวเวียดมาอยู่ด้วยกับท่านประธานโฮจิมินห์นับสิบคน

       ลุงโฮท่านจะเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ปลูกผัก ใช้ชีวิตไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป และ ทุกครั้งที่มีโอกาสท่านจะสอนเด็กๆ หลายเรื่อง โดยเฉพาะสอนไม่ให้เด็กทะเลาะกัน ให้รักสามัคคีกันให้มาก

       “ลุงโฮมาพักอยู่ที่บ้านได้ไม่กี่เดือน ก็เดินทางต่อ ไม่แน่ใจว่ากลับเวียดนามหรือหรือเดินทางต่อไปจังหวัดพิจิตร ตอนนั้นผมไม่ค่อยได้สนใจเพราะยังเด็กอยู่ แต่ระหว่างที่ลุงโฮพักอยู่ที่นี่จะมีพี่น้องชาวเวียดนามแวะเวียนมาหาเป็นระยะๆ” ลุงกรเล่าให้ฟัง

       นายสมาน วงศ์วรายุทธ นายอำเภอเมืองอุดรธานี เล่าว่านโยบายของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวนั้นเป็นแรงผลักดันให้ จ.อุดรธานี พัฒนาแหล่งศึกษาและท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์โฮจิมินห์แห่งที่ 21 นี้ขึ้นมา

       นายสมานกล่าวว่าที่ดินเพื่อจัดทำโครงการนั้น มีจำนวน 4 ไร่ ราคาเกือบ 6 แสนบาท โดยการบริจาคของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม ขณะที่ อบต.เชียงพิณ สนับสนุนงบประมาณทำถนนและรั้วชั่วคราว

       โครงการปัจจุบันได้ทำการบูรณะบ้านพักอดีตประธานโฮจิมินห์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นบ้านขนาดชั้นเดียว และทำการตกแต่งภายในไปแล้วบางส่วน โดยอาศัยข้อมูลจากลุงกรซึ่งเป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นั่นเอง

       "ตอนนี้บ้านลุงโฮยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพราะรูปหรือประวัติของลุงโฮส่วนหนึ่งต้องรอจากพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ที่เวียดนามจัดส่งมาให้ เพื่อให้สถานที่เชิงประวัติศาสตร์ลุงโฮแห่งนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น" นายอำเภอเมืองกล่าว

       บ้านพักของลุงโฮแห่งนี้ นอกจากภายในจะมีนิทรรศการแสดงประวัติการต่อสู้ของลุงโฮเพื่อกอบกู้อิสรภาพให้กับประเทศเวียดนามแล้ว ยังจะมีนิทรรศการวิถีชีวิตชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในประเทศไทยอีกด้วย เพื่อให้คนไทยหรือคนเวียดนามรุ่นหลังได้ศึกษา

       ส่วนหนึ่งของพื้นที่โครงการจะจัดทำเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ

       "โครงการจัดตั้งแหล่งศึกษาเชิงประวัติศาสตร์โฮจิมินห์ได้รับความร่วมมือจากชมรมชาวเวียดนามในอุดรฯ ดีมาก เพราะพวกเขาต้องการให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์การกอบกู้ชาติ ปัจจุบันจังหวัดอุดรมีพี่น้องชาวไทยเชื้อสายเวียดนามอยู่ 5-6 พันคน” นายสมานกล่าว

       ในด้านการบริหารจัดการแหล่งศึกษาและท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์โฮจิมินห์แห่งนี้ นายอำเภอเมืองอุดรธานีกล่าวว่า อาจจะต้องตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการขึ้นมา แล้วมอบหมายให้ อบต.เชียงพิณเป็นผู้ดูแลรักษา เพื่อจะได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมได้ทันตามกำหนดในเดือน ก.ย.ศกนี้

บ้านเก่าของ ลุงโฮ ที่ จ.อุดรธานี

       บ้านของบิดาแห่งชาติเวียดนามที่อุดรธานี เป็นเพียงกระต๊อบหลังคามุงหญ้า ความยาวเพียง 8 เมตร ที่นี่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเป็นที่ศึกษาอบรมทฤษฎี กระทั่งฝึกอาวุธ บ้านอีกหลังหนึ่งที่บ้านเกิดของประธานโฮจิมินห์ ที่ จ.เหงะอาน (Nghe An) ก็สภาพไม่ต่างกัน

       ผู้จัดการรายวัน- หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่าอดีตประธานโฮจิมินห์ ผู้นำการกู้ชาติเวียดนาม ได้เคยหลบหนีการปราบปรามเข้ามาดำเนินงานการเมืองต่อต้านฝรั่งเศสในประเทศไทย "ลุงโฮ" เดินทางไปหลายที่ โดยขอความร่วมมือและสนับสนุนจากชาวเวียดนามในประเทศไทยซึ่งมีจำนวนมาก รวมทั้ง จ.อุดรธานี ด้วย นั่นคือปี 2471 หรือเกือบ 80 ปีมาแล้ว

       ชาวอุดรธานีทั้งชาวไทยและไทยเชื้อสายเวียดนาม ได้รวมใจกันจัดสร้างอนุสรณ์สถานของลุงโฮขึ้น และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมแล้วในปลายเดือน พ. ค.ที่ผ่านมา ขณะที่การก่อสร้างอีกบางส่วนยังจะดำเนินต่อไป

       ลุงโฮ เดินทาเข้าไทยไทยโดยไปอยู่ที่ จ.พิจิตร เป็นแห่งแรกโดยใช้ชื่อว่า "เฒ่าจิ๋น" จากนั้นเดินทางไปอุดรธานี พร้อมผู้ติดตามไปอาศัยอยู่กับครอบครัวชาวเวียดนามใกล้สถานีรถไฟอุดรธานี ต่อมาได้ย้ายไปที่บ้านหนองโอน (ปัจจุบันบ้านหนองฮาง) ต.เชียงพิณ อ.เมือง โดยอาศัยอยู่กับครอบครัว "องแว็ด" (ชาวเวียดนาม) ลุงโฮได้ปลูกบ้านหลังเล็กๆ อยู่หลังบ้านลุงแว็ด
      
       “บ้าน” ของบิดาแห่งชาติของชาวเวียดนามนั้น กว้างเพียง 5 เมตร และ ยาว 8 เมตร หลังคามุงหญ้า ฝาทำด้วยโครงไม้ซึ่งใช้โคลนผสมฟางพอก บ้านหลังนี้ทั้งเป็นบ้านพัก ที่สอนหนังสือ ที่ประชุม ที่ฝึกกองกำลังติดอาวุธ ปัจจุบันคือ ด้านหน้าโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล 2

       ปี พ.ศ. 2545 จ.อุดรธานี พร้อมกับชาวเวียดนามโพ้นทะเลซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่น ได้จัดทำโครงการพัฒนาแหล่งศึกษา และท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ขึ้นมาที่บ้านหนองโอน แล่งท่าลุงโฮเคยไปอาศัยเมื่อ 78 ปีที่แล้ว เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาและท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย กับเวียดนาม และ เพิ่มพูนรายได้อันเกิดจากการท่องเที่ยวให้กับชาวท้องถิ่น

       โครงการได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ส่วน คือ การก่อสร้างบ้านพักลุงโฮจำลองให้มีสภาพเหมือนสมัยที่อดีตผู้นำเคยอาศัยอยู่เมื่อ 8 ทศวรรษก่อนโน้น สร้างหอประชุมเอนกประสงค์เพื่อใช้ต้อนรับผู้เข้าชมและเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการประวัติลุงโฮ ตลอดจนเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในประเทศไทย และ การปรับปรุงภูมิทัศน์ในโครงการให้มีความร่มรื่น และสวยงาม

       ขณะนี้การก่อสร้างบ้านพักลุงโฮ กับการปรับภูมิทัศน์โดยรอบ ได้เสร็จไปแล้ว และได้ทำพิธีเปิดใช้ในวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมาซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดลุงโฮเมื่อปี 2433 ส่วนหอประชุมเอนกประสงค์นั้นคณะกรรมการจะได้จัดหาทุนดำเนินการต่อไป
ทางการ จ.อุดรธานี หวังว่าอนุสรณ์สถานของอดีตประธานโฮจิมินห์ที่นั่น จะเป็นแหล่งศึกษาและท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ อันเป็นสิ่งเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างชาวอุดรธานีและชาวเวียดนาให้เกิดมิตรภาพที่แน่นแฟ้นตลอดไป

       ในโอกาสเดียวกันนี้ ศูนย์กลางการศึกษาประเทศเพื่อนบ้าน สถาบันราชภัฏอุดรธานี ได้จัดทำภาพยนตร์สารคดีสั้น "ตามรอยโฮจิมินห์" ออกเผยแพร่ เพื่อเป็นความรู้พื้นฐานสำหรับผู้ที่เริ่มศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้านในช่วงนี้ หรือสำหรับใครๆ ก็ตามที่อาจจะลืมไปแล้ว


{mospagebreak}


       ตลอดเวลา 55 ปี ที่ผ่านมาลาวใต้การนำของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว มีชัยชนะเหนือ 2 ประเทศมหาอำนาจ มีการล้มเลิกระบอบศักดินา และก่อตั้งระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนขึ้นมา จากการเป็นทาสจักรวรรดินิยมและเจ้าขุนมูลนาย ประชาชนลาวได้เป็นนายของประเทศและสังคม

       ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ระบบทุนนิยมได้แผ่ขยายและกลายเป็นจักรวรรดินิยม ลักษณะอย่างหนึ่งของพวกจักรวรรดินิยมคือการแสวงหาอาณานิคม จักรวรรดินิยมฝรั่งเศสเริ่มแผนรุกรานและกวาดประเทศต่างๆ ในย่านนี้เข้าอยู่ใต้อาณัติ

       ปี 2402 ฝรั่งเศสเริ่มรุกรานเวียดนามทางตอนใต้ และ ต่อมาในปี 2430 ก็รวบเวียดนามทั้งประเทศเข้าอยู่ใต้อาณานิคมอย่างสมบูรณ์ ขณะที่กัมพูชาอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2427 และ สุดท้ายในปี 2436 ก็ได้ผนวกลาวเข้ามาด้วย

       เพื่อให้สะดวกในการบริหารงาน ฝรั่งเศสได้รวบ 3 ประเทศนี้และรวมเรียกว่า สหพันธ์อินโดจีนฝรั่งเศส (French Indochinese Federation) มีผู้ว่าการของฝรั่งเศสปกครองโดยตรง

       ปี 2454 ประธานโฮจิมินห์ออกจากอินโดจีน ในปี 2468 เดินจากสหภาพโซเวียตกลับเวียดนามเพื่อจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน ต่อมาในวันที่ 3 ก.พ. 2473 เหวียนอายเกวื๊อก (Nguyen Ai Quoc) อีกนามหนึ่งของประธานโฮจิมินห์ ในฐานะตัวแทนคอมมิวนิสต์สากล ได้เป็นประธานการประชุมใหญ่เพื่อรวมองค์กรคอมมิวนิสต์ต่างๆ ในเมืองเกาลูน ใกล้กับฮ่องกง และจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามขึ้น จากนั้นชื่อได้เปลี่ยนเป็นพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน

       ในการประชุมครั้งแรกที่ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 14-31 ต.ค. 2473 พื่อเป็นการแสดงถึงความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดของกลุ่มปฏิวัติเวียดนาม ลาว และกัมพูชา

       ประธานโฮจิมินห์ได้ใช้โอกาสของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน แสดงความเห็นว่า ประชาชนได้ตระหนักแล้วว่า การปฏิวัติเป็นหนทางเดียวที่จะรอดพ้นจากการกดขี่และการตักตวงประโยชน์อย่างไร้ความปราณีของจักรวรรดิ์นิยมฝรั่งเศส นี่เองที่ทำให้การเคลื่อนไหวด้านการปฏิวัติเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

       ท่านโฮจิมินห์ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า การปฏิวัติเวียดนามไม่ได้โดดเดี่ยว แต่ได้รับความช่วยเหลืออย่างดีจากชนชั้นกรรมาชีพโลก นอกเหนือจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง 3 ประเทศคอมมิวนิสต์อินโดจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ต่างคนต่างทำงานก่อนที่จะรวมเป็นพรรคเดียวคือ พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน

       พรรคได้ใช้คำขวัญต่างๆ เพื่อโค่นล้มจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส ระบบศักดินาเวียดนาม และชนชั้นกลางฝ่ายขวา เพื่อพยายามทำให้อินโดจีนเป็นเอกราชอย่างสมบูรณ์

       การประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนครั้งแรก เมื่อเดือน มี.ค. 2478 ที่มาเก๊า ได้จัดตั้งคณะทำงานหลัก 3 คณะ เพื่อรวบรวมและพัฒนาองค์กรของพรรค ระดมและพัฒนาประชาชนในฐานะกองกำลัง ตลอดจนนำขบวนการปฏิวัติต่อต้านจักรวรรดินิยม ที่ประชุมได้แต่งตั้งประธานโฮจิมินห์เป็นผู้แทนประสานงานพรรคกับคอมมิวนิสต์ระหว่างประเทศ

       ในกลางปี 2471 “ลุงโฮ” เดินทางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพื่อช่วยจัดตั้งและแนะแนวทางการเคลื่อนไหว มีการจัดหลักสูตรฝึกอบรมใน จ.อุดรธานี และได้มอบหมายหน้าที่ให้กับผู้ปฏิบัติงานในเมืองท่าแขกและสะหวันนะเขต จากนั้นได้เรียกตัวผู้ปฏิบัติงานในเวียงจันทน์ ให้เข้ามาร่วมประชุมที่วัดแห่งหนึ่ง ใน จ.หนองคาย เพื่อสืบทราบสถานการณ์ในลาว โดยเฉพาะในเวียงจันทน์

       ประธานโฮจิมินห์กล่าวว่า “การปฏิวัติคืองานที่จะต้องกระทำโดยมวลชน มีผู้ใช้แรงงานและชาวบ้านเป็นรากและฐานของการปฏิวัติ แต่การปฏิวัติต้องการการนำที่เข้มแข็งและเด็ดขาดของพรรค เพียงเงื่อนไขนี้อย่างเดียวเท่านั้นจึงจะนำการปฏิวัติให้สำเร็จได้”

       ประธานโฮจิมินห์ยังได้ย้ำว่า “พลเรือนของอินโดจีนจำต้องมีส่วนร่วมในการปฏิวัติเพื่อขับไล่จักรวรรดินิยมฝรั่งเศส ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม”

       ในกลางปี 2471 “ลุงโฮ” ได้ปลอมตัวเป็นช่างไม้ เดินทางจากไทยผ่านเมืองปากเซเข้าไปยังลาว ท่านเดินเท้าเข้าสะหวันนะเขตและเชียงหว่าง ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชาวบ้านเพื่อรับทราบข้อมูลโดยตรง

       เมล็ดพันธุ์ของการปฏิวัติที่ลุงโฮและนักปฏิวัติคนอื่นๆ หว่านไปยังผู้ใช้แรงงาน ได้แตกดอกออกผลอย่างรวดเร็วไปยังกลุ่มผู้รักชาติ ซึ่งกลายเป็นคลื่นปฏิวัติที่ได้รับการยอมรับอย่างมาก

       มีการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนที่เกาะดอนชิงชู้ (Don Sing Sou island) ตรงข้ามกับบ้านสีไค ในเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 6-7 ก.ย. 2477 ภายใต้การนำของเลอแม่งจิ๋ง (Le Manh Trinh) ผู้แทนคนหนึ่งของคณะกรรมการผู้นำโพ้นทะเล (Overseas Leadership Committee) เพื่อแนะนำแนวทางให้กับพรรค

       ที่ประชุมได้หารือกับถึงโครงการดำเนินงานของพรรค และรับมติในประเด็นเร่งด่วนโดยทันที เพื่อปรับปรุงและขยายองค์กรพรรค และองค์กรมวลชน ตลอดจนสนับสนุนการต่อสู้อย่างกขว้างขวาง ที่ประชุมได้เลือกคณะกรรมการบริหารในคณะกรรมการประจำดินแดนลาวของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน

       หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนได้สลายตัวลง เมื่อเดือน ก.พ. 2494 คณะกรรมการชุดนี้ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นพรรคประชาชนลาว ซึ่งต่อมาก็ได้กลายมาเป็นพรรคประชาชนปฏิวัติลาว จนถึงปัจจุบัน.

(เรียบเรียงจากรายงานพิเศษเรื่อง ***** Lao People'1 Revolutionary Party หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทมส์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีการก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ในวันที่ 22 มี.ค 2548.)

 

       บ้านนาจอก หมู่ที่ 5 ต. หนองญาติ อ. เมือง จ. นครพนมตั้งอยู่ห่างจากที่ตั้งอำเภอเมืองนครพนม ประมาณ 5 กิโลเมตร จัดตั้งเป็นหมู่บ้านประมาณ 110 ปี มีเนื้อที่ทั้งหมด 2,611 ไร่ มีจำนวน 129 หลังคาเรือน ประชากร 734 คน เป็นชาย 359 หญิง 375 ราษฎร ส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายเวียตนาม นับถือศาสนาพุทธ ประกอบอาชีพ ด้านการเกษตรและค้าขาย

       หมู่บ้านนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เนื่องจากในอดีต ช่วงสงครามอินโดจีน ประธานาธิบดีโฮจิมินห์พร้อมด้วยกลุ่มผู้ร่วมอุดมการณ์เพื่อกอบกู้เอกราชในพื้นที่จังหวัดนครพนม ในช่วงปี พ. ศ 2466 –2474 โดยพำนักอยู่ ณ ที่บ้านนาจอกแห่งนี้

       ท่านได้สร้างบ้านพักและจัดเครื่องใช้ไม้สอย โดยปัจจุบันยังเหลืออยู่บางส่วนเป็นหลักฐานซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในที่ดินนายเตียว เหงี่ยนวัน เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่

       ภายใต้การปกครองของนักล่าชาวฝรั่งเศส ที่ปกครองประชาชนชาวเวียตนามและประเทศอื่นในอินโดจีน แต่ละประเทศพยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อได้มาซึ่งเอกราช

       ขณะนั้น ท่านประธานฯ โฮจิมินห์ มีอายุเพียง 19 ปี เท่านั้น แต่โดยที่ท่านมีเลือดรักชาติ ซึ่งสืบสายจากบิดา ผู้เป็นนักศึกษาชั้นสูงและคงแก่เรียน จึงรู้สึกแค้น แทนประชาชนที่ถูกข่มเหงรังแกอย่างไม่เป็นธรรมตลอดเวลา ท่านคิดเสนอว่าจะขับไล่พวกฝรั่งเศส ออกไปให้พ้นประเทศอันเป็นที่รักและหวงแหนยิ่ง ได้อย่างไร

       ในที่สุด เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2454 ท่านประธานฯ โฮจิมินห์ ได้ตัดสินใจเดินทางออกจากท่าเรือ “ หญ่าโหร่ง “ ( Nharong ) ซึ่งเป็นท่าเรือในเมืองไซง่อน ประเทศเวียตนาม เพื่อหาทางกอบกู้เอกราชประเทศชาติ โดยท่านได้เดินทางไปเกือบทั่วทุกทวีป เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้และหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์

       30 ปี ต่อมา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2484 ท่านได้ย้อนกลับสู่ “ ปั๊กบ๊อ “ ภาคเหนือของประเทศเวียตนามและสามารถทำการกอบกู้เอกราชของประเทศเวียตนามได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ได้ สถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียตนาม ในเวลาต่อมา


       ในช่วงเสี้ยวชีวิตหนึ่งก่อนการกอบกู้ประเทศเวียตนามได้สำเร็จ ท่านได้เดินทางจากประเทศอังกฤษร่วมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เข้าสู่ภาคกลางของประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่จังหวัดพิจิตรเพื่อปฏิบัติภารกิจกอบกู้ประเทศชาติ ระหว่างพำนักอยู่ที่นี่ท่านใช้ชื่อว่า “ จิ๋น “ ถึงแม้ว่าในขณะนั้นท่านยังหนุ่มแน่น แต่ชาวเวียตนามที่นี่ใช้ฉายาท่านว่า “ เฒ่าจิ๋น “ หรือ “ ผู้อาวุโสจิ๋น “ คงเป็นเพราะการเคารพนับถือในความปราดเปรื่องและสามารถของท่าน

       หลังสิ้นสุดภารกิจที่จังหวัดพิจิตร ท่านและคณะร่วมอุดมการณ์ก็เดินเท้าบุกป่าดงผ่านจังหวัดอุดรธานี – สกลนคร จนถึงนครพนม ซึ่งเป็นเส้นทางที่แสนจะลำบาก และใช้เวลาเดินทางหลายวันโดยแต่ละคนต้องแบกสัมภาระส่วนตัวของตนเอง การเดินทางที่แสนจะทรหดโดยในความคิดมุ่งแต่จะทำภารกิจให้สำเร็จจนลืมคิดถึงเท้าที่อักเสบบวมเป่ง เพื่อนร่วมเดินท่างต่างก็อยากจะแบ่งเบาสัมภาระให้ท่าน เพื่อลดความเจ็บปวดทรมานของเท้าที่บวมอยู่แต่ก็ได้รับคำตอบจากท่านว่า “ ถ้าเราอดทนเดี๋ยวมันก็จะชินชาไปเอง “

และยังได้อ่านบทกลอนเพื่อเป็นกำลังแก่ผู้ร่วมเดินทางว่า

“ Duoi troi nay khong co viec gi de chi so long khong ben “
“ ภายใต้ท้องฟ้านี้ไม่มีภาระกิจใดที่สำเร็จ ถ้าแม้นขาดความมุ่งมั่นและอดทน “

       เมื่อมาถึงนครพนมในปี พ. ศ 2466 ก็พบว่าเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่อยู่ตรงข้ามกับเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป. ลาว ณ จุดนี้ ง่ายต่อการเดินทางสู่ภาคกลางของประเทศเวียตนาม และคงสะดวกต่อการปฏิบัติภารกิจกอบกู้เอกราชประเทศเวียตนามตามเจตนารมณ์ของท่าน นอกจากนั้นที่นี่ยังมีชาวเวียตนามอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะที่หมู่บ้านนาจอก ซึ่งมีชุมชนชาวเวียตนามอาศัยอยู่ร่วมกันนับ 10 ชุมชน และอยู่กับชาวไทยที่นี่อย่างกลืนและมีความเอื้ออาทรซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี

       ในที่สุด ท่านประธานฯ โฮจิมินห์ ก็ได้ตัดสินใจพำนักที่บ้านนาจอกแห่งนี้เป็นเวลา 7 ปี ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับชาวบ้านกำลังมือก่อสร้างอาคารชมรมของหมู่บ้าน และท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมและเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญจนงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

       ดังมีบทกลอนสรรเสริญว่า
Nha hop tac Ban May Bac gop phin xay เรือนชมรม ” ลุง “ มีส่วนร่วมก่อตั้ง
Som chicu Bac ganh dat khuan gaeh moc hang ngay เช้ายันค่ำ ทั้งขนดิน อีกช่างไม้
Bac xo go deo tay duc mong bao rat tot ฝีมือเลื่อย ไสกบครบกระบวน
Bac trong cay khe ngot mot ben duong giap san ว่างยังปลูกมะเฟืองหวานติดริมทาง
Hai ben cong cach gan Bac trong cay dua lua มะพร้าวไฟหนึ่งคู่ข้างประตูรั้ว
Doc theo duong giya hoa dam but Bac trong ชอบแดงบานสะพรั่งสองข้าวทาง
Chau thieu nhi hoi Bac trong hoa du เจ้าเด็กน้อยตั้งปุจฉาว่าเหตุใด “ ลุง “ จึงปลูกไม้ดอกนี้
Bac cuoi moi : Hom nay trong khong kho 4 mua dom doa do “ ลุง “ ยิ้มตอบชบาแดงก็ง่ายบานทั้งปี
Bac thich trong vi Bac yeu hoa do อีกทั้งปลูกเพราะ “ ลุง “ ชอบดอกชบาดอก


       ระหว่างพำนักที่บ้านนาจอก ท่านก็ได้ใช้ชีวิตอย่างปุถุชนทั่วไป คือ ต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพ ไม่ว่าจะเป็นด้านการประมงหรือการเกษตร ฯลฯ ในด้านการประมงท่านเป็นผู้ที่มีความชำนาญมาก จึงได้แนะนำให้ชาวบ้านรู้และเข้าใจในการจับสัตว์น้ำได้ถูกวิธี นอกจากนั้นก็ได้ทำการเกษตรปลูกพืชผักต่างๆ เช่นมะเฟือง มะพร้าว ต้นหมาก – พลู เป็นต้น

       เมื่อว่างจากงานท่านก็ยังแบ่งเวลาให้กับการศึกษาเล่าเรียนภาษาไทยวันละเล็กวันละน้อย มีบางคนถามท่านว่า แต่ละวันท่านเรียนเพียงไม่กี่คำแล้วเมื่อไหร่จะอ่านเขียนภาษาไทย ท่านก็ตอบไปว่า

       “ เรียนน้อยเข้าใจมาก ดีกว่าเรียนมากเข้าใจน้อย “ หลังจากนั้นเพียง 4 เดือน ท่านก็สามารถใช้ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี
ท่านประธานฯ โฮจิมินห์ ยังได้กล่าวอีกว่า ประเทศไทยและเวียตนามเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกัน พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ก็แผ่พระบาทมีปกเกล้าปกกระหม่อม

       จนชาวเวียตนามที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นได้อาศัยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข อีกทั้งประชาชนชาวไทยก็ล้วนเป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตา และมีความเอื้ออาทรต่อชาวเวียตนาม โดยเฉพาะในช่วงที่ยากเข็ญ ก็ได้ให้การช่วยเหลือชาวเวียตนามมาตลอด ดังนั้น ท่านจึงมักจะพร่ำเตือนให้ชาวเวียตนามทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ ต้องพยายามและหมั่นเล่าเรียนภาษาไทยให้แตกฉาน เพื่อสามารถอ่านเขียนวิชาการต่างๆ จากหนังสือและตำราเรียนให้เกิดความฉลาดและเข้าใจ จะได้นำไปทำประโยชน์และพัฒนาสังคมที่เราอาศัยอยู่นี้ให้เจริญรุ่งเรือง อีกทั้งเราต้องรู้จักบุญคุณผืนแผ่นดินที่เราอาศัย ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด นอกจากบ้าน ยังต้องเรียนรู้ในขนธรรมเนียมประเพณีของชาวไทยให้ดีด้วย

       ท่านประธานฯ โฮจิมินห์ได้ประพันธ์บทกลอนในเรื่องที่กล่าวมา ดังนี้
Nuoc viet va nuoc Thailand ประเทศไทยและเวียตนาม
Cung ch8ng chau a Dong Nam mot mien ต่างตั้งในแถบเอเชีย ร่วมทวีป
Con song Cuu lon noi lien มีน้ำโขงไหลโยง เชื่อมถึงกัน
Ngan nam Hai muoc lang gieng gan nhau แม้นานวันนับพันปีก็เคียงใกล้

และท่านยังได้ยกสุภาษิตอีกบทหนึ่งเป็นสิ่งเตือนใจชาวเวียตนามที่นี่ว่า

Di cho nguoi ta noh ยามอยู่ให้คนรักใคร่
14 cho nguoi ta thuong ยามจากไกลจะได้อาลัยห่วงหา


       หลังจากที่ท่านพำนักอยู่ที่บ้านนาจอก จังหวัดนครพนม อยู่ระยะหนึ่ง ก็ได้เดินทางจากไป โดยที่ชาวเวียตนามที่นี่ต่างก็ไม่รู้ข่าวคราวของท่านอีกเลย

       จนกระทั่ง 20 ปี ให้หลัง ในปี พ. ศ 2488 จึงได้รู้ว่า ท่านประธานฯ โฮจิมินห์ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียตนาม ( Vietnam danchucongl oa ) ก็คือ เฒ่าจิ๋น หรือ ลุงโฮ ( BacHo ) อันเป็นที่รักยิ่งของชาวเวียตนามทุกคน ซึ่งครั้งหนึ่งท่านเคยมาพำนักที่บ้านนาจอก อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม นั่นเอง

เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้ทุกคนคิดถึงบทกลอนบทหนึ่งของนักปราชญ์ โฮ ดึ๊ก เจ๋
( Cu do nho Ho – Duc – Cht ) ท่านได้ประพันธ์ไว้เมื่อครั้งที่ได้พบท่านประธานโฮจิมินห์ที่บ้านนาจอกว่า

Thang ngay leu co nuoi mong lon เดือน – ปี รากหญ้าคิดการใหญ่
Trang roi ao sen dau nguoi tai แสงสูรย์ส่องหา ปราชญ์ได้บัวบัง



ที่อยู่ : หมู่ 4 บ้านหนองฮาง ตำบลเชียงพิณ ถนนถ.อุดร-กุดจับ (ติดกับร.ร.อุดรพิทยานุกูล ๒) อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000


วันที่บันทึก: 2010-04-16 16:25:12    ผู้ชม: 2574
 
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2550 UdClick.com! ชุมชนออนไลน์ ของชาวอุดร