ชื่อ :
รหัส :
จำรหัสผ่าน

ข้อมูลธุรกิจ และท่องเที่ยว จังหวัดอุดรธานี

http://directory.udclick.com/



วัดทิพยรัฐนิมิตร (วัดป่าบ้านจิก) บ้านจิก


 

 
 
 
 
 
 
 

ประวัติความเป็นมาและการบูรณะปฏิสังขรณ์(วัดป่าบ้านจิก)

       "วัดทิพยรัฐนิมิตร" หรือ "วัดป่าบ้านจิก" เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ที่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของสี่แยกที่ตัดกันระหว่างถนนนเรศวรกับถนนทหาร ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี บริเวณนี้คือ "คุ้มบ้านจิก"
       เวลามาเยี่ยมชมและทำบุญที่วัดบ้านจิก เมื่อท่านเดินเข้าประตูมาจะสังเกตเห็นว่ายังมีรั้วอิฐเตี้ยๆกั้นอยู่อีกชั้นหนึ่ง แบ่งวัดออกเป็น
2 ตอน ตอนนอกมีพื้นที่น้อยกว่าตอนในมาก ตอนนอกนี้เคยเป็นที่ตั้งของโบสถ์เก่าซึ่งรื้อถอนออกไปเมื่อ พ.ศ.2533 ส่วนตอนในนั้นมีพื้นที่มากกว่า มีสระน้ำติดรั้ว 1 สระเมื่อมองผ่านเลยไปด้านซ้ายของสระน้ำ ก็จะเห็นโรงครัวและกุฏิแม่ชีปลูกเรียงรายกันไปตามแนวรั้วด้านทิศเหนือ ระหว่างสระน้ำและกุฏิแม่ชีจะมีถนนคอนกรีตทอดตัวยาวมุ่งตรงสู่ศาลายักษ์คู่ซึ่งเป็นศาลาการเปรียญเก่าที่มีรูปปั้นยักษ์ 2 ตนยืนเฝ้าอยู่ข้างหน้าศาลา ศาลานี้หลวงปู่เคยใช้เป็นสถานที่ฉันภัตตาหารเช้าของคณะสงฆ์ และตอนบ่ายเป็นสถานที่อบรมสั่งสอนยาติโยมให้ฝึกหัดปฏิบัติสมาธิภาวนาในสมัยที่ยังไม่มีโบสถ์ใหม่ เมื่อหันมาทางด้านขวาของสระน้ำ จะเห็นโบสถ์ใหม่ตั้งตระหง่านสง่างาม มีลักษณะเป็นศิลปะผสมระหว่างสมัยสุโขทัยและอยุธยาสวยงามมาก ปัจจุบันจะหาชมโบสถ์ที่มีศิลปะแบบผสมนี้ได้ยาก และถัดไปจากโบสถ์ใหม่ไปทางขวามือจะเห็นวิหารคด ภายในมีพระพุทธรูปปางต่างๆ ตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ ไปจนถึงปรินิพพาน วิหารคดนี้ใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจของสงฆ์ในการฉันภัตตาหารเช้าในปัจุบัน เลยวิหารคดไปทางขวาจะมีกุฏิพระเรียงรายตามแนวรั้วด้านทิศใต้ และช่วงระหว่างกุฏิพระกับวิหารคดยังมีสระน้ำกั้นอยู่อีก 1 สระ ส่วนถนนที่กั้นอยู่ระหว่างสระน้ำแรก(ที่ติดกับรั้วเตี้ยๆ) กับโบสถ์ใหม่นั้น จะนำเราไปกุฏิหลวงปุ่ ซึ่งด้านหลังของกุฏิหลวงปู่ยังมีสระน้ำอีก 1 สระ ถัดจากสระน้ำนี้ไปมีกุฏิพระเรียงรายกันไปจนชิดแนวรั้วด้านทิศตะวันออก

       พื้นที่ตอนนอกของรั้วอิฐเก่าๆเตี้ยๆนั้น เดิมเป็นหอบ้านของชาวบ้านคุ้มบ้านจิกซึ่งมีศาลเจ้าเป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้านนี้ ต่อมาคุณทิพย์ ภรรยาพันตำรวจโทพระยงค์พลพ่าย ได้ร่วมกับร้อยตำรวจโทขุนรัฐกิจบรรหาญ ชักชวนชาวบ้านคุ้มบ้านจิกถวายที่ดินแห่งนี้ให้เป้นสำนักสงฆ์เมื่อ พ.ศ.2473 และสร้างโบสถ์(หมายถึงโบสถ์เก่า)อยู่ข้างหน้าศาลเจ้า จนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2479 เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ไม่ได้จัดฉลองและผูกพัทธสีมา ซึ่งในขณะนั้นมีพระอาจรย์โชติเป็นเจ้าอาวาสวัด และต่อมา พ.ศ.2481 พระอาจรย์อุ่น ธัมมัธโธ เป็นเจ้าอาวาสวัด และในปีนี้พระอาจารย์อุ่นได้เดินทางไปธุดงค์ และชักชวนพระ 30 รูป ซึ่งมีหลวงปู่รวมอยู่ด้วย จากอำเภอมุกดาหารมาอยู่ที่วัดบ้านจิก ดังได้กล่าวมาแล้ว ทุกพรรษา ขณะจำพรรษาที่วัดบ้านจิกนี้  หลวงปู่มักจะนิมิตเห็นตัวท่านเองนั่งอยู่ในโบสถ์ร้าง ซึ่งหลวงปู่ก็ไม่ทราบว่าเป็นโบสถ์ไหน หลวงปู่จึงได้แต่คิดว่าทำไมผู้สร้างโบสถ์จึงไม่จัดงานฉลองโบสถ์ แต่ต่อมาใน พ.ศ.2491 ร้อยตำรวจโทขุนรัฐกิจบรรหารและคณะชาวบ้าน ขออนุญาตจัดงานฉลองและผูกพัทธสีมาหลวงปู่จึงทราบว่าที่แท้จริงโบสถ์ร้างที่เห็นในนิมิตตลอด 9 ปี ก็คือโบสถ์วัดบ้านจิกที่ท่านจำพรรษาอยู่นั่นเอง

       ต่อมาประมาณ พ.ศ.2498 คณะภรรยาข้าราชการตำรวจและพ่อค้าจีนในจังหวัดอุดรธานีได้ร่วมกันซื้อที่ดิน นับตั้งแต่ส่วนที่เป็นเขตแนวรั้วเตี้ยๆเก่าแก่ที่ทำด้วยอิฐดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ติดหนองน้ำขึ้นไปทางทิศตะวันออกจนถึงห้วยหนองน้ำแฝดด้านหลังห้วยน้ำแฝดจะเป็นป่าสำหรับรุกขมูลิกังคธุดงค์ อาณาบริเวณดังกล่าวมานี้คือเขตวัดบ้านจิกใหม่ในปัจจุบัน

       ใน พ.ศ.2500 หลวงปู่ได้สร้างศาลากลางน้ำขึ้นครั้งแรก เมื่อสร้างจวนเสร็จปรากฏว่าเกิดนิมิตเห็นเป็นชายร่างใหญ่ผิวดำถือปืนเข้ามาจะยิงหลวงปู่ขณะนั่งภาวนาอยู่ในกุฏิ แล้วชายคนนั้นถามหลวงปู่ว่าท่านกลัวไหม หลวงปู่ตอบว่า ไม่กลัว เพราะชีวิตเราได้สละแล้วตั้งแต่ออกบวช ชายคนนั้นจึงยิงหลวงปู่ ปรากฏว่ากระสุนปืนเฉียดซี่โครงด้านซ้ายไป แล้วชายคนนั้นก็อันตรธานหายไป หลวงปู่นั่งพิจารณาต่อ จึงทราบว่าพรุ่งนี้ศาลากลางน้ำที่กำลังก่อสร้างอยู่จะพังทลายลง มีเสียงถามผุดขึ้นในใจว่า เสียดายไหม หลวงปู่ตอบว่า ไม่เสียดาย ไม่เสียใจ เพราะศาลาหลังนี้ไม่ใช่ศาลาเก่าแก่ แต่เป็นศาลาที่เราสร้างขึ้นมาเอง เกิดขึ้นมาหลังตัวเรา เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ภายภาคหน้า ถ้ามีบุญบารมีเพียงพอ เราก็จะสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ และจะสร้างให้ดีกว่าเดิม วันรุ่งขึ้น บังเอิญเจ้าคุณพิศาล เจ้าคณะอำเภอหนองบัวลำภูในขณะนั้น ได้เดินทางมาเยี่ยมและเอ่ยปากกล่าวว่า ศาลาใหม่จวนเสร็จแล้วนะ หลวงปู่จึงบอกว่า ในวันนี้ศาลาก็จะพังแล้ว คอยดูนะ ปรากฏว่าตอนบ่ายวันนั้นเอง มีเมฆดำขนาดใหญ่ลอยมาเหนือวัดและมีพายุพัดแรงมากจนศาลาลอยตัวขึ้นทั้งหลัง แล้วถูกปล่อยตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ทำให้ศาลาแผ่นกระเบื้องเรียงซ้อนกันถี่และหนัก เมื่อลมพายุพัดมา แผ่นกระเบื้องที่ถูกตรึงติดไว้ดีแล้วจึงไม่ปลิวหลุดเป็นแผ่นๆ แรงลมพายุที่อยู่ใต้หลังคาจึงสามารถดันให้ศาลาทั้งหลังลอยตัวขึ้นไปได้ เสมือนหนึ่งศาลาทั้งหลังถูกอุ้มลอยขึ้นไป เมื่อแรงลมอ่อนลงศาลาจึงถูกปล่อยตกลงมาเสียหาย ซึ่งต่อมาใน พ.ศ. 2526 หลวงปู่ก็สร้างโบสถ์ใหม่ที่ตำแหน่งเดิมนี้อีก

       วันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2506 คณะตำรวจภูธรเขต 4 และพ่อค้าชาวจีนได้ร่วมกันสร้างศาลาการเปรียญ(หลังที่มีรูปปั้นยักษ์สองตนยืนเฝ้าอยู่ข้างหน้า)ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2507 โดยหลวงปู่เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างเอง

       ใน พ.ศ. 2514 ก็เริ่มสร้างกุฏิ 2 ชั้น พื้นไม้มะค่า(หลังที่หลวงปู่พักอาศัยอยู่ประจำในปัจุบัน)ซึ่งตรงกับนิมิตที่เคยเห็นหลวงปู่มั่นที่กุฏิในตอนพรรษาต้นๆ ที่เคกล่าวมาแล้ว

       ในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2526 หลวงปู่ได้เริ่มสร้างอุโบสถหลังใหม่ลงที่เดิมที่เคยสร้างศาลากลางน้ำแล้วถูกพายุพัดพังทลายลง โดยออกแบบตามนิมิตที่เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2494 ซึ่งทำการก่อสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหลัง รอบฐานอุโบสถมีขนาดกว้าง 16 เมตร ยาว 40 เมตร มีทั้งหมด 3 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นจะมีลักษณะต่างกัน คือ

       ชั้นที่1 เป็นชั้นล่างเจาะลึกลงไปใต้ดิน ฤดูฝนใช้เป็นที่เก็บน้ำฝน ส่วนฤดูแล้งใช้เป็นที่นั่งพักผ่อนได้เย็นสบาย เพราะเป็นที่โปร่ง มีการระบายอากาศได้ดี

       ชั้นที่ 2 เป็นวิหารการเปรียญ รอบพระวิหารมีอาศรมจำนวน 10 หลัง ทางทิศใต้ของวิหารมีมณฑป 1หลังรองรับรอยพระพุทธบาท และวิหารคดอีก 1 หลัง ขนาดกว้าง 22 เมตร ยาว 40 เมตร

       ชั้นที่ 3 เป็นพระอุโบสถ รอบพระอุโบสถหลังใหม่นี้สร้างเสร็จใน พ.. 2533 และทำการประกอบพิธีฝังลูกนิมิต เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2533

       ขณะที่สร้างพระอุโบสถนี้อยู่(จวนเสร็จ) หลวงปู่ได้นิมิตเห็นอดีตสมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาและตรัสว่าจะขอเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์โบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ครั้งโบราณกาบในพระอุโบสถ เมื่อเสด็จเข้าไปในตัวอุโบสถเพื่อชมพระพุทธรูป ปรากฏว่าทรงอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง เดินไม่ได้ หลวงปู่จึงอุ้มสมเด็จพระสังฆราชลอยขึ้นไปชมชั้นสองของอุโบสถ(ในนิมิตนั้นยังไม่มีบันไดขึ้นไปสู่ชั้นสอง)หลวงปู่จึงตื่นจากนิมิต นิมิตนี้หมายความว่า เพราะบุญบารมีของหลวงปู่ที่มีมาแต่ปางก่อนจะเป็นสิ่งสันบสนุนให้สร้างโบสถ์ได้สำเร็จและจะมีความศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากบุญบารมีของผู้สร้าง

       กลับมากล่าวถึงภายในตัวอุโบสถชั้น 2 ที่เป็นวิหารการเปรียญ ซึ่งเป็นที่ฝึกบำเพ็ญเพียรภาวนา เมื่อก้าวพ้นประตูด้านตะวันออกเข้าไปข้างใน จะพบว่าข้างหน้ามีพระประธานขนาดใหญ่ สีทอง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีลักษณะงดงามมากพระพักตร์มีรอยยิ้มดูอ่อนโยน เมตตา พระเนตรทอดต่ำ เหมือนกับจะก้มลงมองดูพุทธศาสนิกชนที่มากราบนมัสการสักการะท่าน ผู้ที่มาสวดมนต์ บำเพ็ญเพียีภาวนาที่โบสถ์นี้ประจำทุกค่ำเช้า มักจะพูดกันว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นี้ เวลากลางคืนมองดูแล้วเสมือนหนึ่งท่านหลับพระเนตรลง และในตอนเช้า ตอนกลางวัน จะมองเห็นท่านเบิกพระเนตรขึ้น และบางคนก็ว่า ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชิบ ตั้งใจภาวนา จะมองเห็นท่านเบิกพระเนตรขึ้นมองดู

       เมื่อเข้ามาอยู่ภายในโบสถ์แล้วจะรู้สึกว่าเย็นชุ่มชื่นกว่าปกติ เนื่องจากแนวรอยต่อพื้นแต่ละชั้นหลวงปู่ได้ทำให้เป็นช่องว่างห่างกันประมาณ 30 ซม. และมีคานรับน้ำหนักพื้นชั้นบนสูงประมาณ 40 ซม. ห่างกันเป็นช่องๆ ซึ่งแต่ละช่องจะมีรูสำหรับให้น้ำไหลผ่านหมุนเวียนรอบโบสถ์ได้ และจะมีเครื่องดูดอากาศออกและดูดไอน้ำเข้าจากพื้นด้านในโบสถ์เพื่อให้ไอน้ำกระจายในตัวโบสถ์ ทำให้เกิดความชุ่มชื้น จะเห็นได้ว่าเป็นลักษณะการสร้างที่ไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของหลวงปู่โดยแท้ ทั้งนี้เป็นเพราะพรสวรรค์และบุญบารมีที่หลวงปู่ได้สั่งสมมา ทำให้สามารถสร้างโบสถ์ที่ใหญ่สวยงามวิจิตรได้ทั้งๆที่หลวงปู่ไม่ได้เรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์มาเลย รูปทรงโบสถ์ทั้งหมดเขียนแปลนออกมาจากนิมิตทั้งสิ้น สมดังนิมิตใน พ.ศ.2494 ที่หลวงปู่ได้เห็นหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี มาบอกว่าหลวงปู่จะได้สร้างโบสถ์ใหญ่เท่าวัดเจดีย์หลวงนับได้ว่าเป็นบุญตาของผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

       พ.ศ.2539 หลวงปู่ได้สร้างวัดบุปผาราม บ้านดงน้อย จังหวัดนครพนม

       พ.ศ.2544 หลวงปู่ได้ก่อสร้างเจดีย์สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าและพระธาตุของพระอรหันตเจ้า ณ บริเวณที่เคยเป็นโบสถ์เก่า ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดตอนนอก(ด้านนอกรั้วเตี้ยๆ) โดยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างและมีแบบแปลนเรียบร้อยแล้ว เจดีย์ดังกล่าวนี้กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบให้ และหลวงปู่ได้ทำการวางศิลาฤกษ์และเริ่มก่อสร้างในวันเกิดของหลวงปู่เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2542 และเมื่อก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ก็ได้ทำการฉลองเจดีย์เป็นเรียบร้อย

       ในปีเดียวกัน หลวงปู่ได้สร้างวัดป่าโนนสวรรค์ บ้านผึ้ง ตำบลนาไหม อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี โดยได้จัดงานประกอบพิธีผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2548

 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
เจดีย์พิพิธภัณฑ์ หลวงปู่ถิร ฐิตธัมโม

       ประมาณพุทธศักราช 2537 หลวงปู่มีดำริที่จะสร้างเจดีย์ขึ้นมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของครูบาอาจารย์องค์สำคัญๆ ที่หลวงปู่มีอยู่ หลวงปู่ได้มอบหมายให้ลูกศิษย์ไปหาแบบอย่างเจดีย์จากวัดหลายๆแห่ง มาให้ท่านดู เมื่อดูแล้วก็ยังไม่เป็นที่ชอบใจ จนกระทั่งต่อมา คุณประคัลภ์ ตัณฑดกษม ผู้เป็นโยมอุปัฏฐาก ท่านชอบพออยู่กับสถาปนิกแห่งชาติ คุณภิญโญ สุวรรณคีรี จึงได้ติดต่อให้คุณภิญโญเขียนแบบเจดีย์ให้ เมื่อนำมาให้หลวงปู่ดูแล้วชอบใจ หลวงปู่จึงได้ตกลงก่อสร้างเจดีย์ขึ้น ความทราบถึงสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ท่านจึงทรงพระเมตตาประทานพระบรมสารีริกธาตุมาถวายหลวงปู่รวม 9 องค์ และคุณประกิตมหาแถลง คหบดีชาวจังหวัดพิษณุโลกมาถวายหลวงปู่อีก 6 องค์ นอกจากนี้ยังมีโยมคนอื่นๆอีกหลายคนนำพระธาตุของครูบาอาจรย์องค์สำคัญๆ ที่ตนมีอยู่มากราบถวายหลวงปู่ ในที่สุดหลวงปู่สร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุสำเร็จในพุทธศักราช 2544 เป็นเจดีย์ที่สวยงามมาก ยังความปลาบปลื้มปีติยินดีมาสู่ลูกศิษย์และประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานีเป็นอย่างยิ่ง

       ในเวลาต่อมา ลูกศิษย์ของหลวงปู่เห็นว่าควรจดพิพิธภัณฑ์ของหลวงปู่เห็นว่าควรจัดพิพิธภัณฑ์ของหลวงปู่ไว้ในเจดีย์นี้ด้วย เพื่อเป็นอนุสรณ์ไว้กาบไหว้ระลึกถึงพระคุณของหลวงปู่ ที่มีเมตตาอบรมสั่งสอนลูกศิษย์และประชาชนที่มากราบคารวะและขอคำสั่งสอนจากท่าน อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยและอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันหมด ดังนั้น ภายในเจดีย์จึงมีหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ในท่านั่งสมาธิภาวนา พระพุทธชินราช และอัฐบริขารเครื่องใช้ต่างๆของหลวงปู่ตลอดจนเหรียญและวัตถุมงคลต่างๆที่เป็นรูปหลวงปู่ที่ลูกศิษย์ทำขึ้นถวายหลวงปู่
 



ที่อยู่ : ตำบลหมากแข้ง ถนนอัศวมิตร อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000


วันที่บันทึก: 2009-03-13 16:20:30    ผู้ชม: 1689
 
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2550 UdClick.com! ชุมชนออนไลน์ ของชาวอุดร