ชื่อ :
รหัส :
จำรหัสผ่าน

ข้อมูลธุรกิจ และท่องเที่ยว จังหวัดอุดรธานี

http://directory.udclick.com/



วัดป่าโนนนิเวศ บ้านโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี


พรรษาที่ ๔-๕ (พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๔)
จำพรรษาที่เสนาสนะป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ (วัดป่าโนนนิเวศน์)
อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ

       หลวงปู่เจี้ยะเล่าประวัติต่อไปอีกว่า...
          เมื่อท่านพระ อาจารย์มั่นและเราเดินทางจากโคราช มาขอนแก่น ถึงอุดรเข้าพักที่วัดโพธิสมภรณ์ ตามคำนิมนต์ของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ อยู่ที่วัดโพธิฯพอสมควรแก่กาลแล้ว ท่านก็ปรารภจะพักอยู่ตามป่าช้า ซึ่งเป็นอุปนิสัยของท่าน
          ท่านเจ้า คุณธรรมเจดีย์เห็นว่าป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพชื่อว่า โนนนิเวศน์ เป็นป่าสงบสงัด ผู้คนไม่กล้าเข้ารบกวน จึงนิมนต์ท่านให้เข้าไปพักภาวนาที่นั่น ท่านจึงออกจากวัดโพธิสมภรณ์ ได้เข้าพักที่ป่าช้าโนนนิเวศน์และจำพรรษาที่เสนาสนะป่าช้าโนนนิเวศน์
          สมัยนั้นเป็น ป่าช้าไม่ได้อยู่กลางเมืองอย่างนี้ เป็นที่ทิ้งศพโจรผู้ร้ายที่ถูกทางการฆ่าตาย เรา(พระเจี๊ยะ) อยู่จำพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นที่เสนาสนะป่าโนนนิเวศน์เป็นพรรษาที่ ๒ รวมอยู่กับท่านมา ๒ ปี ๓ แล้ง ขณะนั้นเราบวชได้ ๕ พรรษา ทุกๆวัน มีประชาชนผู้เลื่อมใสเข้ามากราบไหว้ไม่ขาดสาย ตอนเย็นท่านเมตตาแสดงธรรมภาคปฏิบัติให้แก่พระเณรฟัง ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เองท่านเดินทางมาฟังธรรมโดยสม่ำเสมอ
ถามปัญหาท่านพระอาจารย์มั่น
          ที่พักของเรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) กับท่านพระอาจารย์มั่นไม่ห่างกันมากนัก ท่านอายุ ๗๐ แล้ว ต้องคอยดูแลท่าน ท่านจะเรียกใช้อะไรจะได้ยินได้ง่าย ในตอนเย็นๆ หลังจากทำข้อวัตรปฏิบัติเสร็จ มีปัญหาธรรมอันใดขัดข้อง จะนำไปถามท่านเสมอ เราเคยเข้าไปที่พักท่านที่โนนนิเวศน์ ไปถามปัญหาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นอันหนึ่ง ก็นำมาเล่าสู่กันฟัง
          สมัยอยู่กับท่าน ถามว่า “ครูบาจารย์...ครับ พระอริยะเจ้าทั้งหลาย ที่ท่านพ้นจากอาสวะกิเลสไปแล้วอย่างนั้น เข้าสมาธิทีเดียวจะได้หรือไม่”
ท่านตอบว่า “เออ... ดูแต่พระพุทธเจ้าเป็นต้น เวลาก่อนที่จะเข้านิพพานอย่างนี้ ก็ต้องเข้าตั้งแต่ปฐมฌาน ตั้งแต่รูปฌาน จนถึงอรูปฌาน เข้าไปโดยลำดับ”
หลวงปู่เจี๊ยะพิจารณาธรรม
          “ทำไมท่านว่า อย่างนั้นหนอ” เราก็นำมาพิจารณา เนี่ยก็น่าคิด น่าตรึกตรอง เพราะขั้นต้นของหัวใจของคนเรานั้น มันต้องมีอารมณ์เป็นสิ่งเกื้อกูลอุดหนุน ให้กระสับกระส่ายไปในบางสิ่งบางอย่าง กระทบทางหู ทางตา ทางใจ เข้ามารบกวนอยู่ เพราะฉะนั้น ขั้นต้นก็จำเป็นที่สุด จำเป็นจะต้องชำระให้ใจนั้นเข้าไปอยู่ในจุดใดจุดหนึ่ง ให้ถึงจุดอันนั้นแล้ว ใจมันก็เกิดความสงบ นิวรณ์ทั้งหลายก็ดับไปจากใจเรา ใจนั้นก็เป็นปกติ เป็นหนึ่งอยู่จำเพาะอย่างนั้นเบื้องต้น
อันนี้เองเป็นต้นเหตุให้เข้าใจของการบำเพ็ญสมาธิ ผู้ปฏิบัติก็จำเป็นจะต้องเน้นแนวทางให้ถูกทาง จึงเรียกว่าสมกับเป็นนักกรรมฐาน
           ถ้าเราไม่เน้น ทางให้ถูก สักแต่ว่ากระทำไปโดยไม่ตรึกตรอง ไม่พินิจพิจารณา ใคร่ครวญ สิ้นไปวันหนึ่งคืนหนึ่ง หลาย ๆ วัน หลาย ๆ เดือน หลาย ๆ ปีอย่างนี้ สิ้นไปโดยเปล่าประโยชน์ การบำเพ็ญนั้นไม่ค่อยได้เกิดประโยชน์กับเรา กับชีวิตของเรา ที่ทุ่มเทเสียสละมา จากกิจการบ้านเรือน สละโลก และสงสารมาอย่างนี้ แล้วควรจะทุ่มเทชีวิตด้านจิตใจ ให้เป็นสิ่งสำคัญกับชีวิตของเรา สมกับความมุ่งมาดปรารถนา เราเข้ามาเพื่อต้องการขจัดทุกข์ของหัวใจให้ออกไปจากใจของเรา

           เพราะ ฉะนั้น การเมื่อความดำริอย่างนั้นแล้ว สิ่งอันใดที่เรากระทำไม่เกิดความสงบ เราก็จำเป็นที่จะศึกษาไต่ถาม หรือเพียรพยายามด้วยตัวเองอย่างใดอย่างหนึ่ง มันขัดข้องประการใด อย่างนี้มีครูบาอาจารย์ก็ศึกษาจากท่านเหล่านี้ เป็นต้น
เพราะฉะนั้น การทำใจเข้าสู่ความสงบนี้ก็ประการหนึ่ง เมื่อเข้าสู่ความสงบอย่างนั้น จิตใจที่ปราศจากนิวรณธรรมทั้งหมดแล้วอย่างนั้น ใจนั้นจะเยือกเย็น ใจนั้นจะสุขุม ไม่มีความนึกคิดปรุงแต่งไปในอดีต ถึงอนาคต
           แม้ปัจจุบันที่ บริกรรมอยู่ก็วางโดยปกติอย่างนั้น ใจปราศจากสิ่งทั้งปวง เต็มไปด้วยความสว่างไสวของใจอย่างนั้น เรียกว่า จัดว่าเป็นสมาธิ เมื่อเราฝึกอย่างนี้จนชำนิชำนาญแล้ว ก็จำเป็นต้องใช้การค้นคว้า พินิจพิจารณา นี่เป็นมาตรฐานสำคัญของผู้ปฏิบัติ จำเป็นที่ต้องค้นคว้า
           อย่างเราก็เคย อธิบายบอกให้ค้นคว้าร่างกาย เพราะฉะนั้นจึงว่า ถ้าไม่ค้นคว้าพิจารณาร่างกาย ก็เรียกว่าพิจารณาเวทนา เมื่อพิจารณาเวทนา ไม่พิจารณาเวทนา ก็พิจารณาจิต เมื่อไม่พิจารณาจิต ก็พิจารณาธรรม ท่านว่าอย่างนั้น แต่ถ้าการค้นกาย เป็นการที่ถอนรากเหง้า ของสักกายทิฎฐิอันสำคัญอันหนึ่ง
           เวลาน้อมนึก ตั้งแต่เบื้องบน คือตั้งแต่หัวลงถึงปลายตีนอย่างนี้ ถ้านึกให้ละเอียดลออลงไปแล้วอย่างนั้นก็ต้องกินเวลาต ั้งเป็นเกือบชั่วโมง ก็ต้องเอาอย่างนั้น เมื่อลงไปตั้งถึงที่สุดถึงนิ้วก้อย เบื้องซ้าย เบื้องขวาที่สุดลงไปแล้ว ก็ต้องทวนกลับขึ้นมา อย่างนั้นตลอด นิ้วก้อยเบื้องซ้าย จนมาถึงนิ้วหัวตลอดถึงเท้าเบื้องเอว แล้วก็ลงไปเท้าขวา ขึ้นมาอย่างนั้นอีก ตลอดเวลาก็ขึ้นมาตามส่วนอวัยวะของหน้าอก ขั้นเอวนี่ถึงสันหลัง ถึงซี่โครง หน้าอก ถึงกะโหลกศีรษะขึ้นมาอย่างนี้ เรียกว่า อนุโลม ปฏิโลม ถอยเข้าถอยออกของใจ สภาวะบางชนิดของจิตของผู้ที่เป็นใหม่อย่างนั้น
           เมื่อน้อมพินิจ พิจารณาอย่างนั้น บางทีจะเกิดความเบื่อหน่าย เกิดความสังเวชสลดใจอย่างนั้น ให้น้ำหูน้ำตาไหล เกิดความสังเวชสลดใจ ว่าเรานี้ก็จะต้องแตกตาย โดยไม่มีข้อสงสัยประการใดทั้งปวง ใจในสภาวะอย่างนั้น มันเกิดความสงบแล้ว เมื่อนึกไปแล้วมันก็เป็นเช่นนั้น เป็นธรรมดาของการประพฤติปฏิบัติ แต่ท่านเรียกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า ปีติ แต่ลักษณะของปีติอย่างนี้ ก็เป็นปีติไปเพื่อที่จะคลายซึ่งความเพลิดเพลินของใจน ั่นเอง เมื่อใจนั้นสงบเข้าอย่างนั้นแล้ว ก็จำเป็นต้องเกิดปีติ เกิดในสิ่งที่ไม่เคยเป็น มันก็ต้องเป็นขึ้นกับชีวิตอย่างนั้น
           เมื่อพิจารณา มากเข้ามากเข้า บางทีระลึกถึงส่วนใดอย่างนี้ ให้หลุดออกไป มันก็หลุด ฝึกให้ลูกตาหลุด ลูกตาก็เห็นหลุดออกไป แล้วก็เพ่งอยู่อย่างนั้น ก็กำหนดเข้ามาใส่ มันก็ใส่ได้อย่างเก่า กำหนดตาช้ายออกไป ตาซ้ายก็ออก กำหนดเอาเข้ามาก็เข้า นี่ต้องพิจารณาให้ละเอียด แม้แต่ฟันมีกี่ซี่ ฟันล่าง ฟันบน มีกี่ซี่ นึกให้ละเอียดลออลงไป อย่าได้ละเว้น
           ยิ่งเกิดปฏิภาค เท่าไร มากเท่าไรแล้ว ก็ยิ่งต้องกำหนดให้ละเอียดลงไป แต่เมื่อเป็นปฏิภาคอย่างนั้น เมื่อเราค้นคว้ามากเข้ามากเข้า ปฏิภาคนั้นย่อมจะจางลง ความที่ปฏิภาคจางเช่นนั้น เราอย่าเข้าใจว่าสมาธิเสื่อม ลักษณะของปฏิภาคเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างนั้น เมื่อพิจารณาให้มากให้ละเอียดลออลงไปแล้ว ใจจะอยู่กับลำดับที่พิจารณาอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา อย่างนี้อย่าเข้าใจว่าปฏิภาคเสื่อม ปฏิภาคนั้น เสื่อมไปจริง หายไปจริง เพราะมันเกิดปัญญา เมื่อเกิดปัญญาอย่างนั้น ละเอียดลออมากเข้ามากเข้า ปฏิภาคนั้นก็จางไปไม่ปรากฏ ผู้ที่เป็นอย่างนั้นอย่าเข้าใจว่าสมาธิเสื่อม
           ถ้าเราสังเกต ดูให้เที่ยงแท้ของใจที่พิจารณาอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นหนึ่ง ไม่วิ่งไปในที่ใดทั้งหมดเลย อยู่เฉพาะกาย อันนี้อันเดียวตลอดเวลาที่เรานึกอย่างนั้น อย่างนี้ เพิ่งเข้าใจว่าเป็นแนวสมาธิอันที่จะหนีจากทุกข์ แนวทางเรียกว่ามัคโค ที่จะออกจากทุกข์ของใจ ใจในขณะนั้นไม่มีอารมณ์เข้ามากวัดแกว่ง มาแก่งแย่งกับใจที่พิจารณาอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา เมื่อพิจารณามากเข้าเมื่อเห็นเหนื่อยพอสมควร เป็นเวลาตั้งชั่วโมงสองชั่วโมง อย่างนี้เราก็ถอยจิตเข้ามาพัก พอสมควรก็ถอยจิตกลับมาพิจารณาอีกอย่างนั้น
           เมื่อเห็นว่าจิตมีกำลังดีแล้ว ก็ค้นลงไปให้ตลอดเวลา บางทีนั่งอย่างนั้นให้ตลอดทั้งคืนก็นั่งได้ ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า กำลังของใจที่ปล่อยวางขันธ์ทั้งหมด หรือเรียกว่า อารมณ์ทั้งหมดนั้น มันประกอบไปด้วยความเพลิดเพลินในขณะพินิจพิจารณาอย่า งนั้น เรียกว่าปัญญาอันแท้จริง ที่จะเกิดกับใจของผู้ที่ปฏิบัติอันนั้น อย่าเข้าใจว่าสมาธิ หรือเรียกว่า ปฏิภาคนั้นเสื่อม นี่ต้องเข้าใจอย่างนั้น
           ความที่เป็น เช่นนั้น เพราะใจที่ดำเนินไปพิจารณาอย่างนั้น ท่านเรียกว่า เป็นลักษณะของปัญญากับสติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ค้นนึกถึงส่วนต่างๆ อยู่อย่างนั้นใจไม่พะวักพะวนไปกับสิ่งใดทั้งหมด นึกตั้งแต่เบื้องบน ตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ตลอดร่างกายไปจนถึงปลายเท้าขึ้นมาตลอดเวลาอยู่อย่างน ั้น แล้วก็ทวนขึ้นมาอีก มาถึงเบื้องบน ลงจากเบื้องบนไปหาเบื้องล่าง เอาอยู่อย่างนี้นั่ง ๓-๔ ชั่วโมง ไม่มีการเหน็ดการเหนื่อย เมื่อยล้า สบายที่สุดของชีวิตที่เราเข้ามาบำเพ็ญพรหมจรรย์
          เพราะฉะนั้นจะ ต้องตั้งใจอย่าไปเพลิดเพลินกับสิ่งหนึ่ งสิ่งใด เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว อย่าคุยมาก อย่าไปอวดมาก แต่อันนี้จะมีทิฐิมานะอันแฝงเจือเข้ามาอยู่ในหัวใจขอ งบุคคลผู้เป็นเช่นนั้น สำคัญว่าตัวฉันดี ตัวฉันประเสริฐ ตัวฉันไม่มีใครสู้ได้ อันนี้ต้องระวังไว้ อย่าเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านั้น เพราะสภาวะอย่างนี้ ความคิดเมื่อพิจารณาอย่างนั้นแล้ว ความคิดเห็นในบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ต้องระมัดระวัง เมื่อในบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นเช่นนั้น ต้องพยายามเข้าไปค้นกาย พิจารณากายของตัวอย่างเดิม อย่าไปยุ่งอย่างอื่น อย่าไปคิดเรื่องโลก เรื่องสงสาร เพลิดเพลินในการเทศน์ การวาทะอะไรทั้งหมด ต้องให้เข้าใจอย่างนั้น ต้องหวนกลับเข้าไป ค้นคว้าอย่างเดิมอย่างนั้น

           อันนี้เป็นหลักสำคัญ มันมีสิ่งแว่วๆ เข้ามาในหู เพราะฉะนั้นต้องเตือนสักหน่อย เพราะฉะนั้นขอให้ตั้งอกตั้งใจให้เต็มที่ลงไป ในระดับของใจกำลังดีอย่างนี้แล้ว ขอให้ตั้งใจเต็มที่ลงไปเถิด ผลที่จะได้รับคือ ความสงบของใจ เมื่อค้นคว้าพินิจพิจารณาใจลงไปกายลงไปเท่าไร ใจนั้นยิ่งเกิดความสงบทุกทุกนาที ทั้งวันทั้งคืน ยืนเดินนั่งนอน จะเกิดแต่ความสงบของใจอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นอย่าได้นอกรีตนอกรอยไปเล่นพิธีต่าง ๆ นานา ให้พิจารณาร่างกายของเรา ให้ตัดส่วนหยาบส่วนละเอียดของกายออกให้มาก เมื่อจะเห็นหรือไม่เห็น ไม่ต้องวิตก เมื่อส่วนปัญญาที่ละเอียดมากเข้าเท่าไรแล้วอย่างนั้น ปฏิภาคนั้นจะดับไปทันที แต่อย่าวิตกว่าสมาธิเสื่อม การพินิจพิจารณาอยู่อย่างนั้นเอง เป็นเหตุให้เจริญขององค์ปัญญาวิปัสสนานั่น
           การปฏิบัติของ เราจากป่าช้าโนนนิเวศน์จนถึงหนองน้ำเค็ มบรรลุถึงผลอันน่าพึงใจ ไม่เสียดายอาลัยทุกสิ่งในโลก คำสอนของพระศาสดาประจักษ์ใจ หายสงสัย ลังเลเคลือบแคลงในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ซาบซึ้งในพระคุณของท่านพระอาจารย์มั่นที่สั่งสอนอบรม มา
การที่เราได้ อยู่ปฏิบัติพระผู้ทรงคุณเช่นนี้ เป็นความโชคดีเหลือหลาย เราจะได้รู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ แต่ละวันจะมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับท่านทั้งด้านภายน อกและภายในมาก ตาต้องดูท่านตลอดอย่าให้คลาดเคลื่อน หูต้องฟังท่านตลอด ไม่ว่าท่านจะพูดค่อยหรือแรง ใจต้องคิดตลอด ปัญญาอย่าอยู่นิ่งเฉย ถ้าไม่รวดเร็วดังนี้ก็จะไม่สามารถอยู่กับท่านได้ธุดงค์จากอุดรถึงสกลนคร

คุณแม่นุ่ม ชุวานนท์

           ท่าน พักจำพรรษาที่วัดโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี เป็นเวลา ๒ พรรษา นับแต่จังหวัดเชียงใหม่มา พอออกพรรษาปีที่ ๒ แล้ว คณะศรัทธาทางจังหวัดสกลนครมี คุณแม่นุ่ม ชุวานนท์ เป็นต้น ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์เก่าแก่ของท่าน พร้อมกันมาอาราธนานิมนต์ท่านให้ไปโปรดทางจังหวัดสกลนคร ซึ่งท่านเคยอยู่มาก่อน ท่านยินดีรับอาราธนา คณะศรัทธาทั้งหลายต่างมีความยินดี พร้อมกันเอารถมารับท่านไปที่จังหวัดสกลนคร
            ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เราได้เดินทางติดตามท่านพระอาจารย์มั่นไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนครด้วย ฉะนั้นในระยะ ๓ ปีนี้เราเป็นพระอุปัฏฐากประจำ

            เมื่อเดินทาง ถึงสกลนครและพักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาสได ้ ๒-๓ วัน หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโลก็มีจดหมายมานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่น เนื่องจากหลวงปู่เสาร์ป่วยหนัก ท่านพระอาจารย์มั่นจึงมอบหมายให้เราเดินทางไปอุบลฯ แทน เพื่อดูแลอุปัฏฐากในอาการป่วยของหลวงปู่เสาร์และกราบ เรียนตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งมา เราจึงออกเดินทางโดยรถยนต์ยังจังหวัดอุบลราชธานี และเดินเท้าไปพบกับหลวงปู่เสาร์ ที่วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี


วิหารหลวงปู่มั่นภูริฑัตโต หลวงปู้ภูมิจิตธัมโม



ที่อยู่ : ซอยอุดรดุษฎี9 ตำบลหมากแข้ง ถนนอุดรดุษฎี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000


วันที่บันทึก: 2009-03-13 16:13:04    ผู้ชม: 4537
 
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2550 UdClick.com! ชุมชนออนไลน์ ของชาวอุดร