ชื่อ :
รหัส :
จำรหัสผ่าน

ข้อมูลธุรกิจ และท่องเที่ยว จังหวัดอุดรธานี

http://directory.udclick.com/



วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี


 


หน้าประตูวัดโพธิสมภรณ์


พระอุโบสถวัดโพธิสมภรณ์

       ตั้งอยู่ที่ตำบลหมากแข้ง เป็นวัดที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ ปลายรัชกาลที่ 5ดย "มหาอำมาตย์ตรีพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ เนติโพธิ)" สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร ได้ชักชวนราษฎรในหมู่บ้านหมากแข้งสร้างวัด ซึ่งชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดใหม่ ต่อมา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้ทรงประทานนามว่า “วัดโพธิสมภรณ์” ให้เป็นอนุสรณ์แก่พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตรผู้สร้างวัดนี้

วัดโพธิสมภรณ์  เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดฝ่ายธรรมยุติ มีปูชนียวัตถุที่สำคัญของวัด คือ 

 
พระพุทธรัศมี



ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรัศมีเป็นพระประธาน


พระพุทธรูปปางประทานพร สมัยลพบุรีชาวบ้านเรียกกันว่า "พระขอ"
สืบเนื่องมาจากความศักดิ์สิทธิ์ที่ร่ำลือกันว่า ขออะไรก็มักจะสมหวังเสมอ

๑.พระพุทธรัศมี พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง ๑.๕๕ เมตร สูง ๒.๓๐ เมตร มีอายุประมาณ ๖๐๐ ปี ปางมารวิชัยสมัยกรุงศรีสัตตนาคนหุต (เวียงจันทร์ ) "เจ้าหญิงแก้วยอดฟ้ากัลยาณี" พระ ธิดาของพระเจ้าพรหมวงศ์อุปราชติสสะ พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตตนาคนหุต เป็นผู้สร้างไว้ในพระพุทธศาสนา ต่อมา "เจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์ )" ได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้บนแท่นชุกชีเป็นพระประทานในพระอุโบสถ วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗
(ลิงค์เพิ่มเติมเรื่องพระพุทธรัศมี<<<คลิกเลย)

๒.พระพุทธรูปศิลาแลง
ปางประทานพร สมัยลพบุรี มีอายุ ๑,๓๐๐ ปี พระยาอุดรธานี ศรีโขมสาครเขต ( จิตรจิตตะโสธร ป . ธ . ๖ ) ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีได้เชิญมาประดิษฐานไว้ที่ซุ้มฝาผนัง พระโบสถด้านหลัง พ.ศ.๒๔๖๙ พระพุทธรูป สูง ๙๕ เซนติเมตร กว้าง ๒๔ เซนติเมตร ชาวเมืองอุดรให้ความเคารพ นับถือเป็นอย่างมาก มักจะมีคนมากราบไหว้ขอพรอยู่เสมอ จนมีอีกชื่อหนึ่งว่า “พระขอ” ซึ่งหมายถึงหากเราขออะไรก็จะได้อย่างนั้นนั่นเอง

๓.ต้นพระศรีมหาโพธิ์
รัฐบาลสมัย ฯพณฯ ท่านจอมพล ป. พิบูล สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งรัฐบาลประเทศศรีลังกา ให้แก่ รัฐบาลไทย พ.ศ. ๒๔๙๓ นำมาปลูกไว้ด้านทิศเหนือพระ อุโบสถวัดโพธิสมภรณ์ วันอาทิตย์ ที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๔๙๔ เวลา ๑๓.๓๗ น . ตรง กับ วัน ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปี เถาะ เ ป็น วัน วิสาขบูชา พอดี

๔.พระบรมสารีริกธาตุ บรรจุไว้ในพระเศียรพระพุทธรูป พระประธาน มีนามว่า พระพุทธรัศมี และ บรรจุไว้หน้าบันพระอุโบสถ

๕.ธรรมาสน์กูบช้าง ลงรักปิดทอง ชั้นโท จ .ป .ร พ .ศ . ๒ ๔๕๓

๖.รอยพระพุทธบาทจำลอง  สร้างด้วยศิลาแลง ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ได้นำมาจาก อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม พ.ศ. ๒๔๗๒ มีอายุ ๒๐๐ ปี เศษ ประดิษฐานไว้ในมณฑป ด้านทิศเหนือพระอุโบสถ

๗.ตู้พระไตรปิฎกลายทองลดน้ำ
    สร้างในพระนามเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๒

๘.พระบรมธาตูธรรมเจดีย์
     เป็นสถานที่บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานแก่ พระญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป)  และยังมีพระบรมสารีริกธาตุที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงประทานแก่พระญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป) 
(ลิงค์เพิ่มเติมเรื่องพระบรมธาตุธรรมเจดีย์<<<คลิกเลย)

            


ต้นศรีมหาโพธิ์ที่รัฐบาลศรีลังกามอบให้รัฐบาลไทยในปี พ.ศ.2494


ตู้พระไตรปิฎกลายทองลดน้ำสร้างในพระนาม "เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์"


สร้างในงานพระเมรุท้องสนามหลวง พ.ศ.2472


มณฑบที่สำหรับเก็บรักษาพระพุทธบาทจำลองไว้ภายใน


พระพุทธบาทจำลอง สร้างด้วยศิลาแลง ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ได้นำมาจาก อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม พ.ศ. ๒๔๗๒
มีอายุ ๒๐๐ ปี เศษ ประดิษฐานไว้ในมณฑป ด้านทิศเหนือพระอุโบสถ

ประวัติวัดโพธิสมภรณ์


พระบรมราชโองการประกาศเพื่อตั้งเขตวัดโพธิสมภรณ์ขึ้นในเขตจังหวัดอุดรธานี


ใบเสมาตั้งอยู่ในพระอุโบสถ


สถานที่ตั้งวัด

    วัดโพธิสมภรณ์  ตั้งอยู่ถนนเพาะนิยม  เลขที่  22  ตำบลหมากแข้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดอุดรธานี  อยู่ทางทิศตะวันตกของหนองประจักษ์ มีเนื้อที่  40  ไร่
   
ความเป็นมา

       "วัดโพธิสมภรณ์" เริ่มสร้างเมื่อปี  พ.ศ. 2449  ตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งรัตนโกสินทร์ โดยมหาอำมาตย์ตรี  พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร  (โพธิ  เนติโพธิ)  สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร  ได้พิจารณาเห็นว่าในเขตเทศบาลเมืองอุดรธานี  มีเพียง "วัดมัชฌิมาวาส" วัดเดียวเท่านั้น  สมควรที่จะสร้างวัดขึ้นอีกสักวัดหนึ่ง จึงได้ไปสำรวจดูสถานที่ทางด้านทิศใต้ของ “หนองนาเกลือ”  ซึ่งเป็นหนองน้ำกว้างใหญ่  อุดมไปด้วยเกลือสินเธาว์  มีปลาและจระเข้ชุกชุม  (ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “หนองประจักษ์” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่  กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมผู้ก่อตั้งเมืองอุดรธานี)  เห็นว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมควรแก่การสร้างวัดได้เพราะเป็นที่ราบป่าละเมาะ เงียบสงบดี  ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนักและอยู่ใกล้แหล่งน้ำ

       เมื่อตกลงใจเลือกสถานที่ได้แล้ว  ก็ได้ชักชวนราษฎรในหมู่บ้านหมากแข้ง  ถากถางป่าจนควรแก่การปลูกกุฏิ  ศาลาโรงธรรม  สำหรับใช้เป็นที่บำเพ็ญบุญ  และเป็นที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาประจำปีของหน่วยราชการ  ใช้เวลาสร้างอยู่ประมาณ  1  ปี  ในระยะแรกชาวบ้านเรียกว่า “วัดใหม่” เพราะ แต่เดิมมีเพียงวัดมัชฌิมาวาส  ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “วัดเก่า”  ด้วยพบร่องรอยเป็นวัดร้างมาก่อน  มีเจดีย์ศิลาแลงเก่าแก่และพระพุทธรูปหินขาว "ปางนาคปรก" และได้กราบอาราธนา "พระครูธรรมวินยานุยุต (หนู)"  เจ้าคณะเมืองอุดรธานี  จากวัดมัชฌิมาวาสมาเป็นเจ้าอาวาสวัด

ตั้งชื่อ
    พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ์  เนติโพธิ์)  ได้นำความขึ้นกราบทูลขอชื่อต่อ  "พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์"  สมเด็จพระสังฆราชเจ้า  วัดราชบพิธฯ กรุงเทพฯ ได้ทรงประทานนามว่า  “วัดโพธิสมภรณ์”  เพื่อให้เป็นอนุสรณ์แด่  "พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ  เนติโพธิ)"  ผู้สร้างวัดนี้


พระยาศรีสุริยราชวรานุวัติ (โพธิ เนติโพธิ์)
สมุหเทศาภิบาล มณฑลอุดรธานี


อนุสาวรีย์บรรจุอัฏฐิของพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ์  เนติโพธิ์)
ตั้งอยู่ในวัดโพธิสมภรณ์ บริเวณประตูด้านหน้าวัด


อนุสาวรีย์บรรจุอัฏฐิ
พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ์  เนติโพธิ์)
สมุหเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑลอุดร
อายุบรรจบ 50 ปี ถึงอนิจกรรม
วันที่ 27 เมษายน พุทธศักราช 2457ปี
ตรงกับวันที่ 2 ขึ้น4ค่ำเดือน6 ปีขาล
ฉศก จุลศักราช 1576 ปี

ร่วมใจพัฒนา
        ประมาณ  3  ปีต่อมา "พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร"  กับท่านเจ้าอาวาสก็ได้เริ่มสร้างโบสถ์ไม้ขึ้น  พอเป็นที่อาศัยทำอุโบสถสังฆกรรม  ครั้นต่อมา  ก็ได้เริ่มสร้างโบสถ์ก่อด้วยอิฐถือปูน  โดยใช้ผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นแรงงาน  โดย "พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร" เป็นช่างผู้ควบคุมการก่อสร้างเอง แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ท่านก็ได้ถึงแก่อิจกรรมเสียก่อนเมื่อปี พ.ศ. 2455

        สำหรับ "พระครูธรรมวินยานุยุต" ท่านมาอยู่ให้เป็นครั้งคราวบางปีก็มาจำพรรษาเพื่อฉลองศรัทธาของ "พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร" บ้าง มีพระรูปอื่นมาจำพรรษาแทนบ้าง ต่อมาเมื่อท่านชราภาพมากแล้วคณะศิษย์และลูกหลานทางเมืองหนองคาย เห็นพ้องกันว่า ควรอาราธนาท่านไปอยู่จำพรรษาที่ "วัดศรีเมือง" จังหวัดหนองคาย เพื่อสะดวกในการปรนนิบัติ และได้มรณภาพ  ณ  ที่นั้น

เสาะหาผู้นำ
       ในปี พ.ศ. 2465  "มหาเสวกโท  พระยาราชนุกูลวิบูลยภักดี (อวบ  เปาโรหิตย์)"  ขึ้นดำรงตำแหน่งอุปราชมณฑลภาคอีสาน  และเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดรธานีด้วย (ต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยามุขมนตรี ศรีสมุหพระนครบาล)  ได้มาเสริมสร้างวัดโพธิสมภรณ์ต่อโดยขอขยายอาณาเขตให้กว้างออกไป  ตลอดถึงก่อสร้างเสนาสนะเพิ่มเติมอีกหลายหลัง  พร้อมกับสร้างพระอุโบสถต่อจนแล้วเสร็จ  และจัดการขอพระราชทานวิสุงคามสีมาให้เป็นหลักฐาน  ทั้งเห็นว่าภายในเขตเทศบาลของจังหวัดนี้  ยังไม่มีวัดธรรมยุตติกนิกายสักวัด สมควรจะตั้งวัดนี้ให้เป็นวัดของคณะธรรมยุตโดยแท้

       เมื่อกิจการพระศาสนาได้เจริญก้าวหน้าขึ้นโดยลำดับเช่นนี้  แต่ว่ายังขาดพระภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาส "เจ้าพระยามุขมนตรีฯ"  จึงได้ปรึกษาหารือกับ "พระเทพเมธี (ติสฺโส  อ้วน)"  เจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี โดยมีความเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรจัดพระเปรียญเป็นเจ้าอาวาส  วัดโพธิสมภรณ์ เพื่อจะได้บริหารกิจการพระศาสนา  ฝ่ายปริยัติธรรมและฝ่ายวิปัสสนาธุระ  ให้กว้างขว้างยิ่งขึ้น  ดังนั้น  เจ้าพระยามุขมนตรีฯ  จึงนำความคิดเห็นกราบเรียนต่อ "พระศาสนโสภณ" เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯก่อน แล้วจึงนำความขึ้นกราบทูล "พระเจ้าวรวงศ์เธอ  กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์"  สมเด็จพระสังฆราชเจ้า  วัดราชบพิธฯ  ขอพระเปรียญ  1  รูป  จากวัดเทพศิรินทรฯ  ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์สืบไป 

       สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ  จึงทรงรับสั่งให้เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส  เลือกเฟ้นพระเปรียญ ก็ได้ "พระครูสังฆวุฒิกร(จูม  พันธุโล)"  ป.ธ. 3 น.ธ.โท ฐานานุกรมของท่าน  ซึ่งได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสำนักวัดเทพศิรินทรฯ เป็นเวลาถึง  15  ปี  ว่าเป็นผู้เหมาะสมทั้งยังเป็นที่ชอบใจของเจ้าพระยามุขมนตรีฯ อีกด้วย  เพราะท่านเคยเป็นผู้อุปถัมภ์บำรุงอยู่ก่อนแล้ว พระครูสังฆวุฒิกร (จูม  พันธุโล)  จึงได้ย้ายจากวัดเทพศิรินทรฯ  กรุงเทพฯ  ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์  ตั้งแต่ปีกุน  พ.ศ. 2466  วัดโพธิสมภรณ์  จึงเป็นวัดของคณะธรรมยุตตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน


พระอุโบสถในปัจจุบัน 


หลักธรรมเจดีย์

    "วัดโพธิสมภรณ์"  ในระยะนั้นยังมีสภาพเป็นป่าละเมาะอยู่ มีเสนาสนะชั่วคราว พอคุ้มแดดคุ้มฝน  บริเวณโดยรอบก็ยังเป็นป่า  ไม่ค่อยมีบ้านเรือน  เงียบสงบ  อาหารบิณฑบาตตามมีตามได้  น้ำใช้ก็ได้  จากบ่อบาดาลในวัด  ซึ่งพระเณรช่วยกันตักหาบมาใส่ตุ่มใส่โอ่ง  พระเณร ระยะแรก ยังมีน้อย ทั้งอัตคัดกันดารในปัจจัยสี่  แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะบริหารกิจการพระศาสนาให้เจริญก้าวหน้า  "พระครูสังฆวุฒิกร (จูม  พนฺธุโล)"  ได้ทุ่มเทพัฒนาวัดในทุก ๆ ด้าน  ส่วนที่เป็นศาสนวัตถุนั้น ท่านได้บูรณะซ่อมแซม และ สร้างเสริมเพิ่มเติมให้มั่นคงถาวร  อาทิเช่น กุฏิก่ออิฐถือปูน  2  ชั้น  3  หลัง  กุฏิไม้ ชั้นเดียว  17  หลัง  ศาลาการเปรียญไม้  ชั้นเดียว  1  หลัง  โรงเรียนพระปริยัติธรรม  1  หลัง  โรงเรียนภาษาไทย  1  หลัง  โดยแต่ละหลังสูง  2  ชั้น  ผนังก่ออิฐถือปูน  พื้นไม้ตะเคียนทอง  หลังคามุงกระเบื้องดินเผา  สิ้นเงินหลังละประมาณ  20,000  บาท

    สำหรับพระอุโบสถได้ก่อสร้างจนแล้วเสร็จโดย "พระยามุขมนตรีฯ (อวบ  เปาโรหิตย์)" เป็นผู้อุปถัมภ์มีความกว้าง  12.47  เมตร  ยาว  27.85  เมตร  สูงจากพื้นถึงอกไก่  22.30 เมตร  มีเสาอยู่ภายใน  16  ต้น  ไม่มีช่อฟ้าใบระกา  ไม่มีมุขหน้า  มุขหลัง  ผนังก่อ อิฐถือปูนหนา  75  ซ.ม.  โครงหลังคาใช้ไม้เนื้อแข็งทั้งหมด  มุงด้วยกระเบื้องดินเผา  พื้นปูด้วยกระเบื้องดินเผา  สิ้นเงินค่าก่อสร้าง  30,000  บาท


หน้าบรรณของพระอุโบสถ 
จะมีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่

        ส่วนที่เป็นศาสนทายาทนั้น  ท่านได้เอาใจใส่ทั้งฝ่ายปริยัติและปฏิบัติ  โดยได้จัดบริหารการศึกษาพระปริยัติธรรม  ได้แก่  นักธรรมชั้นตรี,โท,เอก  และแผนกบาลีไวยากรณ์ (ตั้งแต่เปรียญ  3  ประโยค  ถึงเปรียญ  5  ประโยค  ซึ่งมีพระภิกษุสามเณรจากจังหวัดต่าง ๆ ในมณฑลอุดรธานีมาศึกษาเล่าเรียนอยู่ในวัดโพธิสมภรณ์  และสอบไล่ในสนามหลวงได้เป็นจำนวนมาก  นับเป็นสำนักเรียนที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมยกย่อง  ในฝ่ายวิปัสสนาธุระ  ได้จัดให้มีการอบรมกรรมฐานควบคู่กันไปด้วย  เพื่อฝึกหัดขัดเกลาบ่มเพาะนิสัยพระเณร  ให้มีความประพฤติเรียบร้อยดีงามตามพระธรรมวินัย

    เมื่อวันที่  6-9  เดือนมีนาคม  พ.ศ. 2467  ได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมาวัดโพธิสมภรณ์ โดยมี "พระศาสนโสภณ  (เจริญ  ญาณวโร)"  เจ้าคณะรองคณะธรรมยุต  เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส  กรุงเทพฯ  เป็นประธานในการผูกพัทธสีมา  ในวันที่  6  เดือน มีนาคม  พ.ศ. 2467  มีพระเทพเมธี (อ้วน  ติสฺโส)  เจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี  และพระมหาจูม   พนฺธโล  เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์  พร้อมด้วยพระสงฆ์  52  รูป  ร่วมในพิธีอยู่ด้วย

    พ.ศ. 2497  สมเด็จพระสังฆราชเจ้า  กรมหลวงวชิรญาณวงศ์(ม.ร.ว.ชื่น  นภวงศ์)  ทรงมีพระบัญชาให้  พระครูสิริสารสุธี (จันทร์ศรี  จนฺททีโป)  ไปอยู่วัดโพธิสมภรณ์  เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพระธรรมเจดีย์ (จูม  พนฺธุโล)  เนื่องด้วยชราภาพมากแล้ว

    ต่อมา  พ.ศ. 2501-2505  พระธรรมเจดีย์  ได้ให้ช่างต่อเติมมุขหน้า มุขหลัง ของพระอุโบสถอีกด้านละ  6  เมตร  จึงยาว  40  เมตร  พอดี  ตลอดถึงได้เปลี่ยนแปลงหลังคาเป็นสามลดสามชั้น  มุงด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผา  มีช่อฟ้าใบระกา  โดยมอบหมายให้  พระสิริสารสุธีเป็นผู้ควบคุม  นับเป็นพระอุโบสถที่สวยงามในภาคอีสานอีกหลังหนึ่ง

    พ.ศ. 2505  พระธรรมเจดีย์  อาพาธด้วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีและถึงแก่มรณภาพด้วยความสงบ เมื่อวันที่  11  กรกฎาคม  พ.ศ. 2505  ณ  โรงพยาบาลศิริราช  คณะศิษยานุศิษย์  ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างเมรุถาวร  และศาลาบำเพ็ญกุศลศพ  2  หลัง  ได้แก่  ศาลาประจง-จิตต์  และศาลาสามพระอาจารย์  เพื่อเป็นอนุสรณ์และเป็นที่พระราชทานเพลิงศพด้วย

จันทร์ศรีผ่องเพ็ญ

    แต่เดิมนั้น  "พระสิริสารสุธี (จันทร์ศรี   จนฺททีโป)"  ไม่ได้คิดว่าจะได้มาอยู่วัดโพธิสมภรณ์เป็นเวลานาน  ด้วยมาตามพระบัญชาของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า  กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ฯ  เมื่อกลับไปเข้าเฝ้า  สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ  ณ  วัดบวรนิเวศ  เพื่อกราบทูลขอกลับมาอยู่สำนักเดิม  ด้วยมีความประสงค์จะศึกษาเล่าเรียนให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป  พระองค์ทรงรับสั่งว่า  ยังหาตัวแทนไม่ได้  ก็เลยต้องอยู่ต่อไปจนกระทั่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า  กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ฯ  สิ้นพระชนม์ก็ยังไม่ละความตั้งใจเดิม  อยู่ต่อมา  พระธรรมเจดีย์ก็มาถึงแก่มรณภาพลงอีก  ท่านก็ได้ย้อนระลึกถึงพระคุณที่ได้รับความอุปถัมภ์บำรุง  ด้วยเมตตาธรรมตลอดมา  ทั้งจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ  พระธรรมเจดีย์จตลอดบรรดาบูรพาจารย์  ทุกท่านทุกองค์  จึงได้ตั้งใจเสียสละ  รับเอาภารธุระในกิจการพระศาสนาเพื่อสนองพระเดชพระคุณ  ด้วยความยินดีเต็มความสามารถที่จะทำได้


วิธีนั่งสมาธิตามหลักคำสอนของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต 

       ในเวลาต่อมา "วัดโพธิสมภรณ์" ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปจากยุคแรกๆเป็นอันมาก มีความเจริญก้าวหน้าไปอย่างดี  ด้วยบรรดาศิษย์ยานุศิษย์  และสัทธิวิหาริกของพระธรรมเจดีย์  โดยเฉพาะบรรดาครูบาอาจารย์กรรมฐาน  สายท่าน "พระอาจารย์มั่น  ภูริทตฺโต"  ก็มีเป็นจำนวนมาก ต่างเจริญงอกงามเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระศาสนาในฝ่ายคฤหัสถ์ก็เจริญก้าวหน้าในทางบ้านเมือง  ตลอดถึงประชาชนต่างก็มีความตื่นตัวสนใจในพระศาสนา  ก็ได้ช่วยกันทำนุบำรุงวัดโพธิสมภรณ์  ให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมา

    พ.ศ. 2506  เป็นศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์  โดยมีนักเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ มาเรียน  ตั้งแต่ชั้น ป.5  จนถึงมัธยมต้น  เพื่ออบรมให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องลึกซึ้ง ยิ่งขึ้น
    วันที่  7  พฤษภาคม  พ.ศ. 2507  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ได้ทรงโปรดเกล้าฯ  พระราชทานพระบรมราชานุญาต  ให้วัดโพธิสมภรณ์เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี  ชนิดสามัญ
    วันที่  26  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2507  ให้พระราชเมธาจารย์(จันทร์ศรี  จนฺททีโป ป.ธ.4)  เป็นเจ้าอาวาสโพธิสมภรณ์
    วันที่  13  กรกฎาคม  พ.ศ. 2516  สมเด็จพระสังฆราชฯทรงประทานพัด, ย่าม, ใบยกย่องเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง

    พ.ศ. 2517  ได้ตั้งศูนย์ศึกษาบาลีอีสาน (ธรรมยุต)  ที่วัดโพธิสมภณ์  โดยความเห็นพ้องต้องกันของพระสังฆาธิการทุกระดับในภาค 8-9-10-11  เป็นต้นมาจนกระทั่งบัดนี้

    พ.ศ. 2544  ได้ตั้งศูนย์พัฒนาคุณธรรมจริยธรรม  จังหวัดอุดรธานี
    วันที่  19  ตุลาคม  พ.ศ. 2538  สมเด็จพระสังฆราชฯ  ทรงประทานพระบรมสารีริกธาตุ  จำนวน  9  องค์  ให้กับพระอุดมญาณโมลี (จันทร์ศรี  จนฺททีโป)  เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์
    วันที่  29  พฤษภาคม  พ.ศ. 2548  พระอุดมญาณโมลี (จันทร์ศรี  จนฺททีโป)  วางศิลาฤกษ์ พระบรมธาตุธรรมเจดีย์  ไว้เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่แผ่นดินไทย
    วันที่  1  กรกฎาคม  พ.ศ. 2552  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ  แก่พระอุดมญาณโมลี (จันทร์ศรี  จนฺททีโป)  เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน  ณ  พระบรมธาตุธรรมเจดีย์  วัดโพธิสมภรณ์
    วันที่  1  กันยายน  พ.ศ.  2552  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานงานฉลองสมโภช  พระบรมธาตุธรรมเจดีย์  และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ณ  พระบรมธาตุธรรเจดีย์  วัดโพธิสมภรณ์


พระบรมธาตุธรรมเจดีย์

     "พระบรมธาตุธรรมเจดีย์" จัดสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก บรรจุคำสั่งสอนพระพุทธเจ้า บรรจุอัฐิธาตุพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และน้อมเกล้าฯถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ในปี 2550 เป็นปูชนียสถาน ศูนย์รวมจิตใจควรแก่การกราบไหว้สักการบูชาของพุทธศาสนิกชน


พระยาอุดรโขมสาครเขตต์ (จิตร จิตตยโสธร)
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ผู้นำพระพุทธรูปศิลาแลงปางประทานพร "พระขอ"
มาประดิษฐานที่กำแพงหลังประตูพระอุโบสถวัดโพธิสมภรณ์


ศาลบรรจุอัฐิของพระยาอุดรโขมสาครเขตต์(จิตร จิตตยโสธร)
ตั้งอยู่ในวัดโพธิสมภรณ์บริเวณประตูวัดด้านหน้า


เจดีย์บรรจุอัฐิพระยาอุดรธานี ศรีโขมสาครเขตต์(จิตร จิตตะยโสธร)
15 พ.ค.2475 - 21 ส.ค.2516 


โรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดโพธิสมภรณ์ พ.ศ.2476


อาคารอนุสรณ์หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี พ.ศ.2537


หอสมุดวัดโพธิสมภรณ์
สร้างเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553


สวนแสนมงคล



 



ที่อยู่ : ตำบลหมากแข้ง ถนนเพาะนิยม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000


วันที่บันทึก: 2008-06-12 08:11:49    ผู้ชม: 3526
 
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2550 UdClick.com! ชุมชนออนไลน์ ของชาวอุดร