ชื่อ :
รหัส :
จำรหัสผ่าน

ข้อมูลธุรกิจ และท่องเที่ยว จังหวัดอุดรธานี

http://directory.udclick.com/



ท้าวเวสสุวัณ

ท้าวเวสสุวัณ

 

002.jpg 

 

      ท้าวเวสสุวัณ หรือท้าวกุเวร ตั้งตระหง่านอยู่ที่หน้าศาลพระหลักเมืองหันหน้าไปทางทิศเหนือ เป็นรูปปั้นยักษ์ขนาดใหญ่สีขาว ทรงเครื่องเต็มยศ ประดับด้วยกระเบื้องสี พระหัตถ์ทั้งสองข้างกุมกระบองอยู่ในลักษณะของการปกป้อง

       สำหรับท้าวเวสสุวัณหรือ ท้าวกุเวรนี้ มีตำนานที่น่าสนใจเป็นอันมาก กล่าวคือ ท่านท้าวเวสสุวัณ เป็น 1 ใน 4 ของท้าวจตุโลกบาล ซึ่งมีหน้าที่ดูแลปกป้องบ้านเมืองอยู่ทั้ง 4 ทิศ โดยมีท่านท้าวเวสสุวัณ หรือ ท้าวกุเวรดูแลปกป้องทิศเหนือ โดยท้าวทั้งหมดนั้นท่านมีหน้าที่ปกครองเหล่าอสูร ยักษ์ ตลอดจนเหล่าภูตผีปีศาลทั้งหมด และเป็นเจ้าบัญชีพระกาฬใหญ่

       และตำนานยังกล่าวต่อไปอีกว่าในสมัยพุทธกาล มีพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ที่ออกธุดงค์ไปตามป่าเขา เพื่อแสวงหาโมกขธรรม มีพระภิกษุสงฆ์บางรูปที่ยังไม่ได้สำเร็จอภิญญา มักจะโดนพวกภูตืผีปีศาจหลอกหลอนไม่เป็นอันได้ปฏิบัติกิจ ท่านท้าวเวสสุวัณได้เสด็จลงมาเทวโลกเพื่อถวายมนต์ “ภาณยักษ์” ให้แก่พระภิกษุสงฆ์ไว้เป็นมนต์ป้องกัน

บทความที่เกี่ยวข้องกับท้าวเวสสุวัณ หรือ ท้าวกุเวร

  ท้าวเวสสุวัณจอมยักษ์

       ท้าวเวสสุวัณหรือพระไพศรพณ์(ไวศรวฺณ) เป็นเทพตามตำนานพราหมณ์ ที่ทางพุทธนำเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตามไตรเพทกล่าวว่า ท้าวเวสสุวัณเป็นเทพอารักษ์ รูปร่างหน้าตาดุร้ายเป็นยักษ์ กายสีแดง ทรงเครื่องนักรบ ถือกระบองเป็นอาวุธ  คือ เป็นท้าวโลกบาลประจำทิศเหนือ สถิต ณ สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ปกครองเหล่ายักษ์กุมภัณฑ์ รากษสทั้งหลาย มีหน้าที่คุ้มครองโลกทางทิศอุดร หรือทิศเหนือ คอยกำราบเหล่าภูติผีปีศาจ จึงได้รับอีกนามว่า "กุเวร" หรือนายแห่งผี ทั้งยังมีหน้าที่คุ้มครองขุมสมบัติ และแก้วรัตนะทั้ง ๗ แห่งพระมหาจักรพรรดิ อันได้แก่ แก้วมณี จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว และนางแก้ว ให้แก่กษัตริย์ผู้ครองทศพิธราชธรรมจึงได้รับฉายาว่า "พระธนบดี"หรือผู้เป็นใหญ่แห่งทรัพย์

       ตามมหากาพย์รามายณะ กล่าวว่าท้าวเวสสุวัณเป็นบิดาของคันธมาทน์ ทหารพระราม ทรงมีวิมานชื่อ เจตรถ อยู่ ณ เขามัทร มีธิดา ๑ องค์ ชื่อมีนากษี เป็นผู้ปกครองยักษิณีส่วนในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน นับถือท้าวเวสสุวัณในฐานะโลกบาลทิศเหนือเช่นกัน ชื่อว่า โตบุ๋นอ๋อง มียักษ์เป็นบริวาร กายสีดำ ถือดวงแก้วและงู นิยมติดภาพไว้ตามประตูวัด หรือวัง นับถือกันว่าจะป้องกันภูติผีปีศาจมิให้ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปได้ ส่วนในญี่ปุ่น ได้นำท้าวเวสสุวัณเข้าไปนับถือในฐานะ๑ ในคณะ ๗ เทพแห่งโชคลาภ เรียกพระนามว่า "บิฉะมอนเท็น"เป็นเทพนักรบคอยป้องกันรักษาประตูคลังสมบัติ และเขตราชฐานต่างๆ ทั้งยังเป็นเทพผู้คุ้มครองตำรวจ ทหาร และแพทย์อีกด้วย พระนามอื่นๆของท้าวเวสสุวัณ ได้แก่ "กุตนุ"(หน้าตาดุร้าย) "ยักษราช"(จอมยักษ์) "รากชเสนทร์"(จอมรากษส) "รัตนครรภ์"(แก้วเต็มท้อง)"ท้าวชัมภล"(กำลังแห่งทัพ)

01.jpg 

 

 

 

 

 

 

 

พระธนบดีหรือท้าวเวสสุวัณ ศิลปะศรีวิชัย

 

       ความเชื่อเรื่องท้าวเวสสุวัณปรากฏในดินแดนเขตแหลมทองนี้ตั้งแต่ครั้งอาณาจักรศรีวิชัย ดังพบรูปสลักเทพหน้าตาเป็นยักษ์ตามโบราณสถานเขตนครศรีธรรมราช  ซึ่งเชื่อมโยงกับโบราณสถานที่บุโรพุทโธ อินโดนีเซีย ซึ่งร่วมสมัยกัน คาดว่าความเชื่อนี้เข้ามาพร้อมกับพุทธศาสนามหายานของอาณาจักรศรีวิชัย ประเทศไทย มีจังหวัดหนึ่งที่ใช้ตราประจำจังหวัดเป็นรูปตราเวสสุวัณอารักษ์ คือจังหวัดอุดรธานี เนื่องจากท้าวเวสสุวัณปกปักษ์ทิศอุดร คือทิศเหนือ ซึ่งเขตจังหวัดอุดรนั้นเดิมเรียกว่าเขตมณฑลอุดร ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชบัญญัติจัดตั้ง มณฑลอุดร ณ เขต บ้านหมากแข้ง โดยให้ตราท้าวเวสสุวัณเป็นตราประจำมณฑล ครั้งสืบต่อมายกเลิกระบบมณฑลแล้วจังหวัดอุดรธานีจึงได้ใช้เป็นตราประจำจังหวัดดังปรากฏในปัจจุบัน

 04.jpg

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                    ตราจังหวัดอุดรธานี


 

       ตามตำราอภิไธโพธิอุบาทว์ กล่าวถึงลางร้ายอันพระไพศรพณ์ หรือท้าวเวสสุวัณบันดาลให้เกิด คือของหายโดยไม่มีคนลัก หินไฟหักคามือ ข้าวสารงอกเป็นต้นข้าวไฟไหม้เครื่องนุ่มห่มผืนน้อย เป็นลางบอกถึงการสูญเสียทรัพย์สินมหาศาล หรือถูกคนโกงกิน 


อ้างอิง
๑. ห้องโหร"ศรีมหาโพธิ์". ตำราพรหมชาติฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ:สนพ.อำนวยสาส์น ๒๕๓๙
๒. พุ่มสอาด, สมชาย,ศ.บ.เกร็ดน่ารู้ในวรรณคดีไทย. กรุงเทพฯ:สนพ.สามัคคีสาส์น.๒๕๓๑
๓. ส.พลายน้อย(นามแฝง). อมนุษยนิยาย. กรุงเทพฯ:สนพ.ศิลปวัฒนธรรม. ๒๕๓๗

 

ประวัติ "พ่อกุเวร หรือ ท้าวธนบดี"

       พ่อกุเวร หรือที่รู้จักกันทั่วไปตั้งแต่สมัยศรีวิชัย คือ "พระธนบดีศรีธรรมราช" ผู้ประทานโชคลาภ ความมั่งคั่ง แห่งอาณาจักรศรีวิชัย พระธนบดีที่เก่าแก่ที่สุด เท่าที่พบในประเทศไทย มีการสร้างมาตั้งแต่ครั้งยุคสมัยศรีวิชัย เมื่อกว่า 1,000 ปี ก่อน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญได้อย่างดี พระธนบดียังถือว่าเป็นนิรนามกายอีกประการหนึ่งของพระโพธิสัตว์ ที่จะประทานความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่งให้กับโลกมนุษย์

       พระธนบดีที่ปรากฏในแผ่นดิน อาณาจักรทะเลใต้ ในอดีตยุคสมัยที่อาณาจักรศรีวิชัยเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสูงสุด ประเพณีการสร้างรูปเคารพนิยมสร้างขึ้นในรูปของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปรากฏไปทั่วน่านน้ำทะเลใต้ ตั้งแต่ไชยาไปจนจรดเกาะชวา หรือ อินโดนีเซียในปัจจุบัน แต่มีรูปเคารพอยู่อีกองค์ที่มีการสร้าง และยังมีหลักฐานปรากฏให้เห็น คือ "พระธนบดี" หรือ "ท้าวกุเวร" ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเป็นที่เคารพกราบไหว้กันทั่วไป แม้แต่ในประเทศจีน ทิเบต เนปาล ฯลฯ ที่นับถือพระพุทธศาสนามหายาน ก็มีการนับถือกันแพร่หลาย เรียกกันในชื่อของ "ซัมภล" หรือที่รู้จักและมีหลักฐานเป็นรูปแกะสลักหินอายุกว่า 1,000 ปี อยู่ในประเทศจีน คือ "ไฉ่ซิ้งเอี้ย" ซึ่งมีหน้าเครื่องทรง บนเศียรปรากฏรูปหน้าราหูอยู่อย่างชัดเจน

       ในภาษาไทยก็คือ "ท้าวชุมพล" ซึ่งมีรากมาจากภาษาสันสกฤต ตามคัมภีร์เก่าแก่กล่าวไว้ว่า ท่านเป็นผู้ประทานความมั่งคั่ง แผ่นดินใดที่อุดมสมบูรณ์พระมหากษัตริย์ปกครองแผ่นดินโดยธรรม ทรงเปี่ยมไปด้วยพระบรมเดชานุภาพ เหนือกว่าพระราชาทั้งปวง หรือที่เรียกว่า "จักรพรรดิ" ท้าวกุเวรหรือซัมภลนี้ จะเป็นผู้ประทาน "สัตตรัตนมณี" แก้วเจ็ดประการ หรือสมบัติแห่งจักรพรรดิ อันมี ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว มณีแก้ว นางแก้ว จักรแก้ว อาณาจักรศรีวิชัยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มีพระราชาธิราชที่มีพระบรมเดชานุภาพ เหนือกว่าพระราชองค์อื่น ปกครองทั่วน่านน้ำอาจักรทะเลใต้ มีพระมหากษัตริย์ที่ประกาศตนยิ่งใหญ่ ประดุจ พระอาทิตย์ พระจันทร์

       มีจารึกกรุงศรีวิชัยประกาศความยิ่งใหญ่ปรากฏชัดเจน ตั้งแต่เมื่อพุทธศักราช 1318 ตามโบราณราชประเพณีจักต้องมีการสถาปนาองค์พระธนบดี ดังปรากฏรูปเคารพขององค์ธนบดี ที่เรียกว่า ท้าวชุมภล สร้างขึ้นเป็นพระเครื่องดินดิบ บรรจุอยู่ตามถ้ำต่างๆ ในเขตภาคใต้ และรูปหล่อเนื้อโลหะสำริด ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา และพบเป็นจำนวนมากในชวาหรืออินโดนีเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัยโบราณ นอกจากนั้นที่มหาเจดีย์บุโรพุทโธ ยังปรากฏรูปสลักหินพระธนบดีศิลปะศรีวิชัย จึงเป็นหลักฐานว่าเรื่องราวของพระธนบดีนั้นมีที่มาที่ไปอย่างเด่นชัด นอกจากนี้ ภายวิหารพระทรงม้า วัดพระบรมธาตุฯ ก็ปรากฏรูปปั้นของท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวัณ อยู่ที่เชิงบันไดทางขึ้นลานพระบรมธาตุ เพียงแต่อยู่ในรูปปางของ มหาพญายักษ์ ซึ่งเป็นอีกนิรนามกายหนึ่งของพระธนบดี ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในสี่ของท้าวจตุโลกบาล โดยพระธนบดี หรือ ท้าวกุเวร เป็นเทพผู้รักษาทิศเหนือ ตามลักธิศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ คอยคุ้มครองปกป้ององค์พระบรมธาตุและพระพุทธศาสนา

       ประวัติของท้าวกุเวรกล่าวไว้พระองค์ได้บำเพ็ญทุกกิริยาเป็นเวลาหลายพันปี จนพระพรหมทรงเห็นใจโปรดให้เป็นเทพแห่งความมั่งคั่ง จากมหากาพย์รามายณะกล่าวไว้ว่า เทพกุเวร ได้รับยานที่รับเคลื่อนไปในอากาศได้ตามประสงค์ของเจ้าของคือ บุษบก บางตำรากล่าวว่าท้าวกุเวรมีม้าสีขาวเป็นพาหนะ มีมเหสีนาม จารวี หรือ ฤทธี มีโอรส 2 องค์ ชื่อ มณีครีพ หรือ วรรณกวี กับ นุลกุพล หรือ มยุราช มีธิดา 1 องค์ชื่อ มีนากษี

       ในรามเกียรติ์กล่าวไว้ว่า ท้าวกุเวรทรงเป็นบิดาคันธมาทน์ นายทหารของพระราม และมีสวนชื่อ เจตรถอยู่บนยอดเขามันทร ท้าวกุเวร ยังมีชื่อเรียกตามเรื่องราวและคุณสมบัติอีกหลายชื่อ เช่น กุตนุ (มีรูปร่างน่าเกลียด) รัตนครรภ (มีเพชรเต็มพุง) ราชราช (เจ้าแห่งราชา) นรราช (เจ้าคน) ธนบดี (เป็นใหญ่ในทรัพย์) ยักษราช (เจ้าแห่งยักษ์) รากชเสนทร์ (เป็นใหญ่ในพวกรากษส) ฯลฯ ตามเรื่องรามเกียรติ์ เรียกชื่อท้าวกุเวร ว่า ท้าวกุเปรัน แต่ชื่อมีคนไทยคุ้นเคย คือ ท้าวเวสสุวัณ (สันสกฤต : ไวศรวณบาลี : เวสสวณ)

       ในคัมภีร์ไตรเพท กล่าวว่า ทรงเป็นอธิบดี ของพวกอสูร รากษสและภูตผี สำหรับในกลุ่มพวกนับถือศาสนาพุทธลัทธิมหายาน ในประเทศจีนกล่าวว่าโลกบาลทิศอุดร มีชื่อว่า "โตบุ๋น" แปลว่า "ได้ยินทั่วไป" มีพวกยักษ์เป็นบริวาร มีกายสีดำ ถือดวงแก้วและงู ส่วนพวกธิเบตกล่าวว่าถือธงและพังพอน สีกายเป็นสีทองคำ ในประเทศญี่ปุ่นถือว่า โลกบาลทิศนี้เป็นเทพเจ้าประจำโชคลาภมีนาวว่า "พิสะมอน" ตรงกับนามว่า "ธนบดี" หรือธเนศวร อันเป็นนามหนึ่งของท้าวกุเวร แปลว่า เป็นเจ้าใหญ่แห่งทรัพย์ ส่วนหนึ่งของที่ถือนั้น มีแก้วมณีกับทวนหรือธง ศาสนาพุทธนิกายมหายาน ลัทธิวัชรยานในคัมภีร์สาธนมาลา กล่าวถึงท้าวกุเวร ว่ามีหน้าที่เป็นทั้งธรรมบาล คือ ผู้มีตำแหน่งเทียบเท่าพระโพธิสัตว์ มีหน้าที่ทำสงครามปราบปรามปีศาจ และยักษ์มารต่างๆ ซึ่งเป็นศัตรูต่อพระพุทธศาสนา ทรงเป็น 1 ในเทพผู้มีหน้าที่ปกป้องทิศทั้ง 4 มีนามว่า ท้าวเวสสุวัณ (ดูแลเฉพาะทิศเหนือ) อาศัยอยู่บนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และคอยเฝ้าคอยดูแลทางเข้าสวรรค์ หรือดินแดนสุขาวดี (ข้อมูลจากเอกสารพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา กรมศิลปากร)

       ท้าวกุเวร มีอีกพระนามหนึ่งที่รู้จักกันดีคือ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นอธิบดีแห่งอสูรย์หรือยักษ์ หรือเป็นเจ้าแห่งผี เป็นหนึ่งในบรรดาท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองและดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมากประทับ ณ.โลกบาลทิศเหนือ มียักษ์เป็นบริวาร

       คนไทยโบราณ นิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็กเพื่อป้องกันวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารังควาญแก่เด็ก ท้าวกุเวร องค์นี้มีกล่าวถึงในอาฏานาฏิยปริตว่านำเทวดาในสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา มาเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้ถวายสัตย์ที่จะดูแลพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวก ไมให้ยักษ์หรือบริวารอื่นๆของท้าวจตุโลกบาลไปรังควาญ

 05.jpg

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                ผ้ายันต์ที่มีรูปท้าวเวสสุวัณ

 

ท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร

       ท้าวเวสสุวรรณ เป็นอธิบดีแห่งอสูรย์หรือยักษ์ หรือเป็นเจ้าแห่งผี เรียกง่าย ๆ ว่า " นายผี " เป็นหนึ่งในบรรดาท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองและดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งมีท้าวมหาราชทั้งสี่ปกครอง คือ ท้าวธตรัฏฐะ ท้าววิรุฬหกะ ท้าววิรูปักขะ และท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวกุเวร) ประจำทิศต่างๆ ทั้งสี่ทิศโดยเฉพาะท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวกุเวร) เป็นใหญ่ ปกครองบริวารทางทิศเหนือ ว่ากันว่าอาณาเขตที่ท้าวเธอดูแลปกครองรับผิดชอบมีอาณาเขตใหญ่โตมหาศาล กว้างขวาง และเป็นใหญ่ (หัวหน้าท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4) กว่าท้าวมหาราชองค์อื่น ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเทพแห่งขุมทรัพย์ เป็นมหาเทพแห่งความร่ำรวย มั่งคั่ง รักษาสมบัติของเทวโลก ทั้งเป็นเจ้านายปกครองดูแลพวกยักษ์ ภูติผีปีศาจทั้งปวง ( ในคัมภีร์เทวภูมิ กล่าวไว้ว่าท้าวเวสสุวรรณได้บำเพ็ญบารมี มาหลายพันปี รับพรจาก พระอิศวร พระพรหม ให้เป็นเทพแห่งความร่ำรวย ) นอกจากนี้หน้าที่ของท้าวเธอมีมากมาย เช่น การดูแลปกป้องคุ้มครอง พระพุทธศาสนา,ปกป้องคุ้มครองแก่ผู้นั่งสมาธิปฏิบัติพระกรรมฐาน เป็นต้น  ในคัมภีร์โบราณ ได้กล่าวไว้ว่าผู้ใดหวังความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา ให้บูชารูปท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร

ภูมิที่อยู่ต่อจากมนุษยภูมิขึ้นไป มีเทวดาผู้เป็นใหญ่ เป็นมหาราชอยู่ ๔ องค์ คือ
๑. ท้าวธตรัฏฐะ  อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครอง คันธัพพเทวดา
๒. ท้าววิรุฬหกะ  อยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครอง กุมภัณฑ์เทวดา
๓. ท้าววิรูปักขะ  อยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครอง นาคเทวดา
๔. ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณ   อยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครอง ยักขเทวดา
           
        มหาราชทั้ง ๔ นี้ เป็นผู้รักษามนุษยโลก หรือเรียกว่า ท้าวจตุโลกบาล ซึ่งมีสถานที่ปกครองตั้งแต่ตอนกลางของเขาสิเนรุ ลงมาจนถึงมนุษยโลก มีอาณาเขตแผ่ออกไปจดขอบจักรวาลเทวดาทั้งหลายที่อยู่ในชั้นจาตุมหาราชิกาภูมินี้ทั้งหมด เป็นบริวารภายใต้อำนาจของมหาราชทั้ง ๔ เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาภูมิแล้ว ๕๐ ปี ในมนุษย์ เท่ากับ ๑ วัน ของเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาภูมิ

๑. ปัพพตัฏฐเทวดา เทวดาที่อาศัยอยู่ที่ภูเขา
๒. อากาสัฏฐเทวดา เทวดาที่อาศัยอยู่ในอากาศ
๓. ขิฑฑาปโทสิกเทวดา เทวดาที่มีความเพลิดเพลินในการเล่นกีฬา จนลืมกินอาหารแล้วตาย
๔. มโนปโทสิกเทวดา  เทวดาที่ตายเพราะความโกรธ
๕. สีตวลาหกเทวดา เทวดาที่ทำให้อากาศเย็นเกิดขึ้น
๖. อุณหวลาหกเทวดา เทวดาที่ทำให้อากาศร้อนเกิดขึ้น
๗. จันทิมเทวปุตตเทวดา  เทวดาที่อยู่ในพระจันทร์
๘. สุริยเทวปุตตเทวดา เทวดาที่อยู่ในพระอาทิตย์ 

      เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกานี้ มีอยู่ตั้งแต่กลางเขาสิเนรุจนกระทั่งถึงพื้นดินที่มนุษย์อยู่ มีชื่อเรียกตามที่อยู่ที่อาศัย ดังนี้
 ** อยู่บนพื้นดิน  เรียกว่า  ภุมมัฏฐะเทวดา
 ** อยู่บนต้นไม้  เรียกว่า  รุกขะเทวดา
 ** อยู่ในอากาศ (มีวิมานอยู่)  เรียกว่า  อากาสัฏฐะเทวดา 


       ภุมมัฏฐเทวดา ได้แก่ เทวดาที่อาศัยอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เช่น ภูเขา แม่น้ำ มหาสมุทร ใต้พื้นดิน ตามบ้านเรือน ซุ้มประตู เจดีย์ ศาลา เป็นต้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ จะอยู่ตอนกลางรอบเขาสิเนรุ มีปราสาท เป็นวิมานของตนเอง สำหรับ เทวดาอื่นที่ไม่มีวิมาน ก็ต้องไปอาศัยอยู่ตามสถานที่ดังกล่าวข้างต้น โดยถือเอาสถานที่นั้นเป็นวิมานของตน 

       รุกขเทวดา ได้แก่ เทวดาที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ มีอยู่ ๒ จำพวก คือ พวกที่มีวิมานอยู่บนต้นไม้ กับพวกที่ไม่มีวิมาน รุกขเทวดาที่มีวิมานนั้น จะเอา วิมานตั้งอยู่บนยอดไม้ ส่วนเทวดาที่ไม่มีวิมานของตน เอง ก็จะอาศัยอยู่บนคบไม้ หรือ กิ่งก้านของต้นไม้ 

       อากาสัฏฐเทวดา ได้แก่ เทวดาที่มีวิมานของตนเองในอากาศ ตั้งอยู่ในอากาศ ภายใน และภายนอกของวิมาน จะประกอบด้วยรัตนะ ๗ อย่าง ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจ ของกุศลกรรม คือ แก้วมรกต แก้วมุกดา แก้วประพาฬ แก้วมณี แก้ว เชียร เงิน และทอง บางวิมานก็มี ๒ รัตนะ บางวิมานก็มี ๓, ๔, ๕, ๖ รัตนะ ขึ้นอยู่กับบุญกุศลที่ตนได้สร้างไว้ วิมานเหล่านี้ จะลอยหมุนเวียนไปในอากาศรอบ ๆ เขาสิเนรุ


       เทวดาในชั้นจาตุมหาราชิกา บางพวกก็ขาดเมตตาธรรม จัดเป็นพวกเทวดาใจร้าย มี ๔ จำพวก คือ
       
     ๑. คันธัพพี คันธัพโพ
          ได้แก่ เทวดาคันธัพพะ ที่ถือกำเนิดภายในต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม เรา เรียกกันว่านางไม้ หรือแม่ย่านาง ชอบรบกวนให้เกิดอุปสรรคต่าง ๆ เช่น ให้ เกิดเจ็บป่วย หรือทำอันตรายแก่ทรัพย์สมบัติ ที่นำไม้นั้นมาใช้สอย หรือนำมาปลูกบ้านเรือน เทวดาจำพวกนี้อยู่ในความปกครองของ ท้าวธตรัฏฐะ คันธัพพเทวดานี้ สิงอยู่ในต้นไม้นั้นตลอดไป แม้ว่าใครจะตัดฟันไป ทำเรือ แพ บ้าน เรือน หรือ เครื่องใช้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คงสิงอยู่ในไม้นั้น ซึ่งผิดกับรุกขเทวดาที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ ถ้าต้นไม้นั้นตายหรือถูกตัดฟัน ก็ย้ายจากต้นไม้นั้นไปต้นไม้อื่น 

      ๒. กุมภัณโฑ กุมภัณฑี ได้แก่ เทวดากุมภัณฑ์ ที่เราเรียกว่า รากษส เป็นเทวดาที่รักษา สมบัติต่าง ๆ มี แก้วมณี เป็นต้น และรักษาป่า ภูเขา แม่น้ำ ถ้ามีผู้ล่วงล้ำ ก้ำเกินก็ให้โทษต่าง ๆ เทวดาจำพวกนี้ อยู่ในความปกครองของท้าววิรุฬหก 

       ๓. นาโค นาคี ได้แก่ พวก เทวดานาค จะมีวิชาเกี่ยวกับเวทมนต์คาถาต่าง ๆ ขณะท่องเที่ยวไปในมนุษยโลก บางทีก็เนรมิตเป็นคน หรือเป็นสัตว์ เช่น เสือ ราชสีห์ เป็นต้น โดยเฉพาะชอบลงโทษพวกสัตว์ นรก เทวดาจำพวกนี้ อยู่ในความปกครองของท้าววิรูปักขะ  

        ๔. ยักโข ยักขี ได้แก่ พวก เทวดายักษ์ จะพอใจในการเบียดเบียนสัตว์นรก เทวดา จำพวกนี้ อยู่ในความปกครองของท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณ เทวดาทั้ง ๔ จำพวกนี้ จะเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ภูมิ เพราะอยู่ใกล้ชิดกับมนุษยภูมิ


คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร

อิติปิโสภะคะวา  ยมมะราชาโน  ท้าวเวสสุวรรณโณ
มรณังสุขัง  อะหังสุคะโต  นะโมพุทธายะ
ท้าวเวสสุวรรณโณ จตุมหาราชิกา  ยักขะพันตา ภัทภูริโต
เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ  นะโมพุทธายะ

 

 03.jpg

 

 

 

 

 

 

 

        ธงลูกเสือประจำจังหวัดอุดรธานี

        มณฑลอุดร พื้นธงสีแสด กลางธงมีรูปท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวัณยืนถือตะบองอยู่ในรูปสี่เหลี่ยมสีขาว เป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นผู้พิทักษ์รักษาทิศอุดร เพื่อให้ลูกเสือมณฑลนี้ระลึกถึงเครื่องหมายอันนี้ ว่าตนมีหน้าที่ป้องกันประเทศแถบสำคัญทางทิศอุดร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๐ ในคราวเสด็จมาทรงเปิดค่ายชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งแรก 

 

 



ที่อยู่ : บริเวณด้านหน้าทิศเหนือของศาลหลักเมือง ถนนอธิบดี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี


วันที่บันทึก: 2008-06-11 03:13:26    ผู้ชม: 6785
 
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2550 UdClick.com! ชุมชนออนไลน์ ของชาวอุดร