"ศาลเจ้าปู่ย่า"กับพลังศรัทธาของพี่น้องชาวอุดรธานี พิมพ์ อีเมล์

       เมื่อถึงเทศกาลสำคัญๆของพี่น้องชาวจีนในจังหวัดอุดรธานี การกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดอุดรธานีจะเป็นเรื่องปกติ จนกลายเป็นประเพณีประจำที่รู้จักกันโดยทั่วไปของหมู่พี่น้องชาวจีนในจังหวัดอุดรธานี โดยสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์กลางในการยึดเหนี่ยวจิตใจก็คือ "ศาลเจ้าปู่ย่า" จังหวัดอุดรธานีนั่นเอง 


ประตูทางเข้าศาลเจ้าปู่ย่าอุดรธานี สร้างขึ้นในสมัยคณะกรรมการรุ่นที่ 39

       วันนี้ทีมงาน UDclick.com จะพาไปกราบไหว้ และเที่ยวชมความสวยงามของ "ศาลเจ้าปู่ย่า" อุดรธานี กันนะครับ ภายในบริเวณศาลเจ้าปู่ย่า จะประกอบด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด 6 สิ่ง เวลาท่านไปกราบไหว้ต้องจุดธูปทั้งหมด 30 ดอกนะครับ ถ้าเป็นไปได้ ก็เตรียมน้ำมันพืชไปสำหรับเติมในตะเกียง ตามความเชื่อที่ว่าเพื่อความสว่างไสวกับชีวิต ถ้าท่านไม่มีเวลาตระเตรีนมไป ท่านสามารถไปบูชาได้ที่ศาลเจ้าเลยนะครับ ทางคณะกรรมการศาลเจ้าจะมีเตรียมไว้อยู่ตลอดเวลา

เคล็ดลับการกราบไหว้ขอพร
       นอกจากการกราบไหว้ด้วยธูป 30 ดอกแล้ว การกราบไหว้ศาลเจ้าปู่-ย่า ต้องถวายส้ม 4 ลูก พอกราบไหว้ครบทั้ง 6 จุดแล้ว ให้เดินไปที่สะพานเก้าเลี้ยว เชื่อกันว่าเป็นจุดเชื่อมต่อสวรรค์ และรับรู้ว่าขอพรอะไรไป เสร็จแล้วให้มากราบลาศาลปู่-ย่า พร้อมเอาส้มกลับมา 2 ลูก 

       สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งแรกได้แก่ "ทีตีแป่บ้อ" เรียกสั้นๆว่า "ทีกง" หรือ ชื่อในภาษาไทย คือ "ศาลเทพยดาฟ้าดิน" ซึ่งเป็นการกราบไหว้สักการะสวรรค์ หรือเหล่าเทพยดาที่อยู่บนสรวงสวรรค์นั่นเอง(ตามวัดจีน หรือ ศาลเจ้าจีน จะมี "ทีตีแป่บ้อ" อยู่เสมอทุกที่)เสาทีกง จะจัดสร้างขึ้นในกรรมการสมัยที่ 51(พ.ศ.2544) โดยมีความสูง 14.4 เมตร


ศาลสำหรับสักการะ"ทีตี่แป่บ้อ"



ด้านหน้าของศาล"ทีตี่แป่บ้อ"


ทีตี่แป่บ้อ

ประวัติความเป็นมาของ "ทีตี่แป่บ้อ"

       ตำนานเกี่ยวกับ (ทีกง) ทีตี่แป่บ้อ หรือ การบวงสรวงเทพยดาฟ้าดินนี้  เกี่ยวข้องกับความเชื่อในศาสนาพุทธ  และพราหมณ์  มายาวนานเป็นพันปีแล้ว  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจีน  ผู้ที่ริเริ่มการบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน  หรือ (ทีกง)  ทีตี่แป่บ้อ  เป็นคนแรกคือ  “หย่งเล่อ”  จักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง  ในปี ค.ศ. 1420 

       โดยจักรพรรดิหย่งเล่อ  ได้เล็งเห็นความสำคัญของการบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน  ในคราวที่บ้านเมืองไม่สงบสุข  ข้าวยากหมากแพง  หรือเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ  ก็ทรงหาวิธีแก้ไขทุกข์ภัย  ด้วยอุบายพิธีต่างๆ จึงได้สร้างหอเทียนถาน “ ฉีเหนียนเตี้ยน”  เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน  เพื่อให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์  เพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์  แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ  ปัดเป่าทุกข์ภัยพิบัติต่างๆ และขออภัยไถ่บาปของประชาชน 

       โดยเชื่อว่า  ฮ่องเต้ คือ โอรสของสวรรค์  เป็นผู้ประกอบพิธีกรรม ส่วนคนไทยเรา ก็ให้ความสำคัญกับการบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน  มายาวนานแล้วเช่นเดียวกัน  โดยในสังคมกสิกรรมทุกสังคม  ก็มีพิธีกรรมต่าง ๆ  เพื่อบวงสรวงบูชาเทพยดาฟ้าดิน  เกี่ยวกับพืชพันธุ์ธัญญาหาร  ขอฟ้าขอฝน  หรือการบูชาเทพต่าง ๆ  ที่เกี่ยวกับดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  เช่นการบูชาพระแม่ธรณี  พระแม่โพสพ  และพระแม่คงคา  ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นการบูชาเทพยดาฟ้าดินทั้งสิ้น 

       เนื่องจากคนไทยเรา  มีความเกี่ยวข้องกับสังคมกสิกรรม  และพืชผลต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว  ดังมีตอนหนึ่งที่พระเจ้าสุทโธทนะ  พระบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ (ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า)  ทรงจัดให้มีพระราชพิธีพระนังคัลแรกนาขวัญ  และวันนั้นเองที่เจ้าชายสิทธัตถะเป็นสมาธิขั้นแรกที่เรียกว่า  “ปฐมฌาน”

ลักษณะความเชื่อ

       สำหรับการบูชา (ทีกง) ทีตี่แป่บ้อ หรือเทพยดาฟ้าดินนั้น ชาวจีนมีความเชื่อถือว่า เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกมนุษย์มาก่อนสิ่งอื่น สิ่งใด และมีความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และดวงวิญญาณของบรรพบุรุษจะไปสถิตอยู่เบื้องบนสวรรค์ เมื่อสักการบูชาแล้ว จะดลบัลดาลความร่มเย็นเป็นสุข บันดาลความอุดมสมบูรณ์

       การสักการบูชา(ทีกง) ทีตี่แป่บ้อ ถือเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษด้วย บ้างก็มีความเชื่อว่าในเวลาที่เราอยู่นอกเคหสถาน (ทีกง) ทีตี่แป่บ้อ หรือเทพยดาฟ้าดินนี้เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งหลาย ทั้งปวงให้กับผู้ที่บูชา

       สำหรับคนไทยก็มีความเชื่อในเรื่องของบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน เนื่องจากเป็นสังคมกสิกรรมเกี่ยวข้องกับดิน ฟ้า อากาศ จึงมีความเชื่อกันว่า การบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน การสักการบูชาเทพต่างๆ ที่เกี่ยวกับดิน น้ำ ลม ไฟ จะสามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร และความร่มเย็นเป็นสุข ซึ่งก็เป็นแนวคิดทางพุทธศาสนาที่สอดคล้องกัน

(ที่มา:เว็บไซต์ วัดพนัญเชิงดอทคอม)


บริเวณหน้าศาลเจ้าปู่ย่า


ทางเข้าศาลเจ้าปู่ย่า


ภายในศาลเจ้าปู่ย่า


องค์เจ้าปู่เจ้าย่า ที่ประชาชานชาวจังหวัดอุดรให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก

       สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สอง คือ "ปึงเถ่ากงม่า"หรืิอ ชื่อภาษาไทย คือ"เจ้าปู่เจ้าย่า"  สร้างในกรรมการสมัยที่ 41(พ.ศ.2534) โดยภายในศาลจะมีรูปบูชา "เจ้าปู่เจ้าย่า" อยู่ภายในซึ่งลูกหลานชาวอุดรส่วนใหญ่จะมากราบไหว้เพื่อขอพรในความเป็นสิริมงคลอยู่เสมอ ในความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ได้ชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มากขอสิ่งใดมักสมปราถนาตามที่ขออยู่เสมอ

ประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าปู่ย่าอุดรธานี <<<คลิกเลย


ศาลเจ้าพ่อหนองบัว

         สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สาม คือ ศาลเจ้าพ่อหนองบัว เนื่องจากที่ตั้งของ ศาลเจ้าปู่ย่านั้น ตั้งอยู่ริมหนองบัว หรือในปัจจุบันมีการสร้างสวนสาธารณะหนองบัวขึ้น วึ่งก็ได้มีการอัญเชิญเจ้าพ่อหนองบัวมาสถิตย์อยู่ภายในบริเวญศาลเจ้าปู่ย่า ตามความเชื่อตั้งแต่การก่อตั้งศาลเจ้าปู่ย่าขึ้นใหม่ๆ


ศาลเจ้าตี่จู๋เอี๊ย

       สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สี่ คือ "ตี่จู๋เอี๊ย" หรือ ชื่อภาษาไทย คือ เจ้าที่เจ้าทาง ซึ่งก็คือสิ่งศกดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษาดูแลสถานที่นั้นๆได้แก่บริเวณศาลเจ้าปู่ย่า และ บริเวณหนองบัวนั่นเอง


พระสังกัจจายน์

       สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้า คือ พระสังกัจจายน์ ซึ่งได้ขุดพบใต้ต้นไทรในบริเวณศาลเจ้าปู่-ย่า เมื่อ พ.ศ.2530 (คณะกรรมการสมัยที่ 37)

弥勒佛:พระสังกัจจายน์ (หมีเล่อฝอ)
พระสังกัจจายน์ (หมีเล่อฝอ) 弥勒佛


         “พระสังกัจจายน์” หรือ “หมีเล่อฝอ(弥勒佛)” หรือ ที่นิยมเรียกกันว่า “พระสังกัจจายน์โพธิสัตว์” เป็นคำเรียกกันทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ซึ่งเป็นองค์เดียวกันกับคำเรียกทางพุทธศาสนาฝ่านหินยานคือ “พระอาริย์” (พระศรีอารยเมตไตรย)อันเป็นคติความเชื่อทางพุทธศาสนาที่หมายถึงพระพุทธเจ้า องค์ใหม่ ที่จะบังเกิดมาในอนาคตกาล ณ เวลานั้น เชื่อกันว่า สันติสุขอันแท้จริงจะบังเกิดขึ้นแก่มวลมนุษยชาติ

          รูป ลักษณะของพระสังกัจจายน์ (พระศรีอาริย์)ตามแบบคติแบบจีนนั้น จะเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะอ้วนพลุ้ยเปลือยอก มีใบหน้าที่สดชื่นร่าเริง สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และมักหัวเราะเริงร่าอยู่เสมอ สองหูยาวจรดบ่า มักเห็นท่านในลักษณะท่าทางนั้งอย่างสบายอารมณ์ และปรากฏรูปเด็ก ๆ วิ่งรายล้อมอยู่รอบตัวพระสังกัจจายน์ เด็ก ๆ ที่ปีนป่ายอยู่รอบตัวท่านจะต้องเป็นเด็กผู้ชายจำนวน 5 คน เด็กชาย 5 คนเป็นความหมายแฝงที่หมายถึง “อู่ฝู” (五福)หรือความสุข 5 ประการ อันถือเป็นความสุขที่เที่ยงแท้ของชีวิตมนุษย์

        ในตำนานพุทธสาวกทั้ง๘๐ องค์ กล่าวว่า พระสังกัจจายน์ เป็นบุตรของพราหมณ์ปุโรหิต กัจจานโคตร หรือกัจจายนโคตร ในแผ่นดินของพระเจ้าจัณฑปัชโชต กรุงอุชเชนี เมื่อกัจจายนะกุมารเจริญวัย เรียนจบไตรเพท บิดาได้ถึงแก่กรรม จึงได้รับตำแหน่งปุโรหิตแทนบิดา

       ครั้น ต่อมาพระเจ้าจัณฑปัชโชต ทรงทราบว่า พระศาสดาตรัสรู้แล้ว เสด็จเที่ยวโปรดสัตว์สั่งสอน ประชุมชนธรรมะที่พระองค์สอนนั้น เป็นธรรมที่แท้จริง ยังประโยชน์แก่ผู้ประพฤติตาม จึงมีพระประสงค์ใคร่เชิญเสด็จพระบรมศาสดาไปประกาศที่กรุงอุชเชนี จึงรับสั่งให้กัจจายนะปุโรหิตไปทูลเสด็จกรุงอุชเชนี

       กัจ จายนะปุโรหิตพร้อมด้วยผู้ติดตาม ๗ คน จึงออกจากกรุงอุชเชนี ครั้นมาถึงจึงพากันเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา พระองค์ทรงเทศน์สั่งสอน ในที่สุดบรรลุอรหันต์ทั้ง ๘ คน หลังจากนั้นทั้ง ๘ ก็ทูลขออุปสมบท ทรงขออนุญาต ครั้นอุปสมบทแล้ว จึงทูลเชิญเสด็จกรุงอุชเชนี ตามหน้าที่ พระองค์รับสั่งว่า

       "ท่านไปเองเถิด เมื่อท่านไปแล้ว พระเจ้าปัชโชตจักทรงเลื่อมใสท่าน"

       พระ กัจจายนะจึงออกเดินทางพร้อมพระอรหันต์อีก ๗ องค์ ที่ติดตามมาด้วย กลับคืนสู่กรุงอุชเชนี และประกาศสัจธรรมให้แก่พระเจ้าจัณฑปัชโชต พร้อมชาวพระนครเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และถ้อยคำประการอันเป็นสัจธรรม

       หลังจากนั้นกลับคืนสู่สำนักของพระพุทธองค์ ตรัสว่า ท่านเป็นผู้ฉลาดในการอธิบายแห่งการย่อคำพิสดาร

        นับจากนั้นมาพระสังกัจจายน์ก็เป็นผู้สรุปย่อคำสอนบอกแก่บรรดาสาวกทั้งหลาย ด้วยความพอใจอย่างยิ่ง ในคำย่อนั้น และยังเป็นผู้ทูลขอให้พระพุทธองค์บัญญัติแก้ไขพุทธบัญญัติบางประการ ปรากฏว่าเป็นที่พอพระทัยแก่องค์พระศาสดาเป็นอย่างมาก

       พระ สังกัจจายน์ เป็นผู้มีรูปงาม ผิวเหลืองดุจทอง ตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีโสเรยยะบุตรเศรษฐีคะนอง เห็นพระสังกัจจายน์จึงปากพล่อยกล่าวว่า ถ้าเราได้ภรรยามีรูปกายงดงามเยี่ยงท่านนี้ จักพอใจยิ่ง

       พลัน ปรากฏว่าโสเรยยะบุตรมหาเศรษฐีหนุ่มคะนองปาก ได้กลายเพศเป็นหญิงในทันที จึงหลบหนีไป ต่อมาได้สามีและบุตรสองคน จึงกลับมาขอขมากับพระสังกัจจายน์ โสเรยยะจึงกลับคืนสู่เพศชายเช่นเดิม นับว่าพระสังกัจจายน์มีฤทธิ์อำนาจยิ่งองค์หนึ่งในพุทธสาวก

       มีเรื่องแทรกเข้ามาว่าเพราะ รูปกายอันงดงามของพระสังกัจจายน์  สร้างความปั่นป่วนแก่อิตถีเพศอย่างมาก จึงได้เนรมิตกายใหม่ให้อ้วน พุงพลุ้ย น่าเกลียด เพื่อความสงบแห่งจิตและกิเลส

       เรื่อง ราวของพระสังกัจจายน์ พอสรุปได้ว่าเป็นพระพุทธสาวกที่มีความเฉลียวฉลาดมีความรู้ และเป็นที่โปรดของพระพุทธองค์ยิ่ง มีบารมี มีอิทธิฤทธิ์ ผู้ใดบูชาพระสังกัจจายน์ จึงได้รับพรจากพุทธสาวก อันเป็นเอตทัคคะอย่างสมบูรณ์

       เมื่อพูดถึงเรื่องโชคลาภแท้ที่จริงแล้วชาวพุทธเราจำนวนไม่น้อยต่างได้ลาภอันประเสริฐกันทุกคน ลาภอันประเสริฐที่ว่า คือ  "ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ" นั่นเองตามบาลีที่ว่า "อโรคฺยาปรฺมา ลาภา"

          ทั้งนี้พระพุทธเจ้าทรงเน้นเรื่องโรคทางใจมากกว่าเรื่องโรคทางกายพระองค์สรุปว่า "ผู้ที่ไม่มีโรคทางกายเป็นเวลาหลายปีนั้นพอหาได้ แต่ผู้ที่ไม่มีโรคทางใจแม้เพียงชั่วเสี้ยวนาที ก็หาได้ยาก" จึงมีคำกล่าวตามมาที่ว่า "ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ" เช่นกัน

          ใน ทางพุทธศาสนามหายานนั้น คติการสร้างรูปเคารพพระสังกัจจายน์ หรือ “หมีเล่อฝอ” เริ่มเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ซ่ง(ซ้อง) ซึ่งเป็นสมัยแห่งความรุ่งเรืองทางด้านศิลปะหัตถกรรมจีน รูปเคารพทางพุทธศาสนาจึงถูกนำมาใช้ในความหมายที่ดีแก่ราชสำนักและคหบดีทั่ว ไป ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ภาพวาด จิตรกรรมจีน ประเพณี ประติมากรรมพระสังกัจจายน์ หรือ “หมีเล่อฝอ” จึงถูกนำมาใช้วัฒนธรรมมงคล เป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขสมหวังและมีความหมายที่ดีสำหรับใช้เป็นภาพอวยพรให้ แก่กันและกัน เพื่อให้การดำเนินชีวิตใด ๆ สำเร็จสมประสงค์และเพียบพร้อมด้วยปิติสุขตลอดไป

คำบูชาพระสังกัจจายน์

นโม ๓ จบ
กัจจานะจะมหาเถโร พุทโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะสุภา สิตัง พุทธะตังสะมะนุปปัตโต พุทธะโชตัง นะมามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหม นะมุตตะโม ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง นะมามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยังมะมะ ฯ

หรือ
นโม ๓ จบ
ธัมมะจักกัง ปะทังสุตะวา พุชฌิตะวา อัตตังปะทัง สันติเก อะระหาโลเก โลกานังหิตะการะณา ภันตาตันเต กัจจายะนะ นามะ ตีสุโลเกสุ ปากะโต พรหมะปุตโต มะหาเถโร อะระโห เชฏฐโกมุนี นัตถิเถโร สะโมอินทะคันธัพพา อะสุราเทวะ สักโก พรหมาภิปูชิโต นะโมพุทธัสสะ กัจจายะนะมะหาเถรัสสะ นะโมธัมมัสสะ กัจจายะนะมะหาเถรัสสะ นะโมสังฆัสสะ กัจจายะนะมะหาเถรัสสะ สุขาสุขะวะรังธัมมัง ธัมมะจักกัง ปะวะรัง นิฎฐิตัง ฯ


ฉั่งง้วนส่วย 

       สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งที่หก คือ "ฉั่งง่วนส่วย" เป็นองค์เทพที่เชี่ยวชาญในการปราชญ์เป็นอย่างยิ่ง เป็นที่นิยมสักการะของนักเรียน นักศึกษา ในการจะไปสมัครสอบครั้งสำคัญแต่ละครั้ง

       นอกจากความโดดเด่นของสถานที่ที่สวยงาม และ ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เจ้าปู่เจ้าย่าแล้ว ทางคณะกรรมการของที่นี่ ยังได้จัดให้มีคณะมังกรทอง คณะเอ็งกอ คณะหล่อโก้ว และ คณะการแสดงต่างๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมจีน ที่สวยงามไว้ให้ดำรงอยู่ เพื่อที่จะให้ลูกๆหลานๆชาวอุดร ได้สืบทอดประเพณีที่ดีงามเหล่านี้สืบต่อไป ซึ่งประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานีจะได้เห็นการแสดงเหล่านี้เป็นประจำทุกๆปี ในงานประจำปีทุ่งศรีเมือง และ ในช่วงประเพณีตรุษจีน ของจังหวัดอุดรธานี

       สถานที่ต่างๆในจังหวัดอุดรธานีนั้นนอกจากจะมีประวัติความเป็นมาที่ต้องใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลแล้ว บางสถานที่ยังต้องใช้เวลาค้นคว้าลงไปในเรื่องประวัติศาสตร์ของจังหวัดอุดรธานีอีกด้วย ยิ่งทางทีมงานได้ลงไปเก็บข้อมูลมาตลอด ทำให้เข้าใจถึงความรักและหวงแหน ในการรักษาสาธารณสมบัติต่างๆในจังหวัดอุดรธานีมากขึ้น

       ทางทีมงานอยากให้ มีนโยบายจากทางจังหวัด ในการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆเหล่านี้ในเชิงข้อมูลประวัติศาสตร์ ให้มากกว่าในแง่ของข้อมูลสถานที่แต่เพียงอย่างเดียว เพื่อให้เกิดการรักษาและหวงแหน ขึ้นในจิตใจของพี่น้องชาวอุดรธานีให้มากขึ้นกว่านี้ อย่าลืมติดตามต่อไปนะครับว่าสถานที่ต่อไปทางทีมงานจะพาไปที่ไหนต่อนะครับ ฉบับนี้ลาก่อนนะครับ สวัสดี

ประมวลภาพถ่ายบริเวณศาลเจ้าปู่ย่าอุดรธานี


สำนักงานศาลเจ้าปู่ย่าอุดรธานี สร้างขึ้นในกรรมการสัมยที่ 44


สิงโตหินอยู่ภายในบริเวณศาลเจ้าปู่ย่า


ศาลาเก้าเลี้ยวตั้งอยู่บริเวณริมน้ำหนองบัว


ศาลเจ้าปู่ย่า เมื่อมองข้ามมาจากบริเวณสวนสาธารณะหนองบัว


ที่เผากระดาษเงินกระดาษทอง

 

 
 
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2550 UdClick.com! ชุมชนออนไลน์ ของชาวอุดร