ค้นหาความเป็นคนอุดรด้วยการไป "พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี" พิมพ์ อีเมล์

       เคยสงสัยกันมั้ยครับว่า "ชาวอุดร" มีรากเหง้ามาจากไหนบ้าง มีประวัติความเป็นมากันอย่างไร ทั้งๆที่เราก็อยู่ในบ้านนี้ เมืองนี้ แต่น้อยนักที่เราจะรู้จักความเป็นตัวตนของเรา บางครั้งข้อมูลต่างๆเราก็ได้จากเว็บอื่นๆที่ไม่ใช่เว็บในอุดรธานี ซึ่งก็เป็นการบ่งบอกได้อย่างหนึ่งถึงความสนใจ ความใส่ใจในเรื่องประวัติศาสตร์และโบราณคดี ของคนบ้านเรา ว่ามีการละเลยเป็นอย่างมาก ทำให้การบูรณะและอนุรักษ์ โบราณสถานต่างๆขาดหายไปจากจิตสำนึกของชาวอุดรธานี

      วันนี้ทีมงาน UDclick.com จะพาไปเที่ยว "พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี" ซึ่งเป็นสถานที่ในการสืบค้นและเรียนรู้ในความเป็นชาวอุดรที่มีหลักฐานหลายๆชิ้น บ่งบอกถึงวัฒนธรรมอันสวยงามในอดีตที่ผ่านมาของเรา โดยที่เราได้ร่วมเดินทางไปกับกลุ่มน้องๆนักเรียนจากโรงเรียนบ้านยามกาโนนคำ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานีซึ่งภาพที่ถ่ายและนำมาแสดง เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถ้าอยากทราบรายละเอียดมากกว่านี้ต้องไปชมกันเองนะครับ


พิพิธภัณฑ์จังหวัดอุดรธานี


ประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์อุดรธานี


วันและเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์อุดรธานี


น้องๆจากโรงเรียนบ้านยามกาโนนคำ


ตื่นเต้นอยู่...ค่ะ


มีทั้งเด็กประถมและเด็กมัธยม


กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเด็กประถม


กลุ่มเด็กมัธยม


แผนที่สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดอุดรธานี


เริ่มจากการเรียนรู้ถึงทรัพยากรและธรณีวิทยาในจังหวัดอุดรธานี


เมื่อก่อนอุดรเป็นทะเล!! มีซากเปลือกหอยดึกดำบรรพ์ด้วย


อาจารย์ที่เป็นวิทยากรให้ความรู้ในการบรรยายอย่างเต็มที
ในรูปเป็น"สิม"หรืออุโบสถจำลองที่คนอีสานทำถวายวัด เพราะไม่มีเงินในการสร้างโบสถ์จริง


ขึ้นมาที่ชั้น2 ของพิพิธภัณฑ์อุดรธานี เป็นห้องเกี่ยวกับประวัติของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม


กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม


มีดพกประจำตัวของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม


รูปถ่ายและประวัติของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม


แบบจำลองของการย้ายเมืองจากหนองคายมาอุดรธานี จากเหตุสนธิสัญญา ร.ศ.112 กับฝรั่งเศส


รูปพระราชทานให้กับประชาชนชาวอุดรธานี ก่อนจะสิ้นพระชนม์ 1 เดือน
เป็นรูปที่ใช้นำมาเป็นแบบปั้นในอริยบถนั่งในพิพิธภัณฑ์อุดรธานี

แผนที่ตั้งพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี <<<คลิกเลย
รายละเอียดการจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี <<<คลิกเลย

ประวัติพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

      จังหวัดอุดรธานีได้ใช้อาคาราชินูทิศ จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีเพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล เผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตของประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานีตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

      พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี จัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2546 จนถึงวันที่ 16 มกราคม 2547 ซึ่งชาวจังหวัดอุดรธานีใช้เวลาในการดำเนินการทั้งสิ้น 111 วัน และมีพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี ในวันที่ 18 มกราคม 2547 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนาเมืองอุดรธานี ครบรอบ 111 ปี ตั้งอยู่ที่อาคารราชินูทิศ ถนนโพศรี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี


 นายชัยพร รัตนนาคะ
อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี

       การดำเนินงานจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีในครั้งนี้โดยผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายชัยพร รัตนนาคะ ได้นำข้าราชการจากภาครัฐ เอกชน และประชาชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการการดำเนินงาน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในภาครัฐ เอกชน ตลอดจนพ่อค้า ประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานีร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์สร้างพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีแห่งนี้ จนประสบผลสำเร็จอันเป็นที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวจังหวัดอุดรธานีสืบไป

ประวัติอาคารราชินูทิศ(อาคารพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี)

       ตั้งอยู่ริมถนนโพศรีใกล้วัดโพธิสมภรณ์ อาคารพิพิธภัณฑ์คือ "อาคารราชินูทิศ" เป็นอาคารเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2463 มีลักษณะรูปทรงทางสถาปัตยกรรมแบบยุโรปโบราณ สูง 2 ชั้น หลังคาปั้นหยา มีมุขยื่นออกมาด้านหน้า ผนังก่ออิฐถือปูน ซุ้มประตู หน้าต่างโค้ง พื้นกระดานไม้สักทองทั้งหลัง มีความสวยงาม เป็นสง่า ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอุดรธานี ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติไว้แล้วเมื่อปี พ.ศ.2541

       อาคารหลังนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ.2463 โดยพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร สมุหเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑลอุดรและคุณหญิง ได้ออกแจ้งความชักชวนข้าราชการ พ่อค้า และราษฎร พร้อมกันบริจาคทรัพย์ตามศรัทธา สมทบทุนรายได้พิเศษของมณฑลก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนนารีอุปถัมภ์ขึ้นใหม่ ณ บริเวณ ใกล้หนองประจักษ์แทนอาคารเรียนเดิมซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณจวนเทศาภิบาล สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ.2468 ผู้บริจาคทรัพย์มีความยินดีอุทิศส่วนกุศลน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง และขอพระราชทานนามโรงเรียน จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นามว่า "ราชินูทิศ" เพื่อเป็นสวัสดิมงคลสืบไป

       ปี พ.ศ.2503 กระทรวงศึกษาธิการได้เริ่มโครงการพัฒนาการศึกษาส่วนภูมิภาค จึงได้รับโอนอาคารราชินูทิศนี้เป็นสำนักงาน โครงการพัฒนาการศึกษาส่วนภูมิภาค และเมื่อมีการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ใหม่ในปี พ.ศ.2516 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ใช้อาคารหลังนี้เป็นสำนักงานศึกษาธิการเขต9

       อาคารราชินูทิศ เดิมเป็นอาคารเรียนของโรงเรียนสตรีประจำมณฑลอุดรซึ่งเป็นโรงเรียนที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง ในพระบามสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะบริจาคทรัพย์ สร้างโรงเรียนสตรีประจำมณฑลขึ้น แต่พระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2462 เวลา 08.00 น.ก่อนเที่ยง

       ดังปรากฏข้อความบนหน้าจั่วอาคารราชินูทิศ ภายใต้อักษรย่อพระนามาภิไธย "ส.ผ." สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง


ข้อความบนหน้าจั่วอาคารราชินูทิศ ภายใต้อักษรย่อพระนามาภิไธย "ส.ผ."

 

 

 
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 

        สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระนามเดิมว่า "พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี" เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประสูติแต่สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2407 เป็นพระเจ้าลูกเธอชั้นเล็ก โดยรับราชการสนองพระเดชพระคุณเป็นพระภรรยาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระเชษภคินีอีก 2 พระองค์ ได้แก่ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ) และพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา (สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปนั้น พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระองค์แรกของไทย ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพระบรมราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ ยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์สภานายิกา สภากาชาดไทยพระองค์แรกอีกด้วย 

พระราชประวัติ

       สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง เป็นพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 66 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นลำดับที่ 4 ซึ่งประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเปี่ยม (ภายหลังได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา) ทรงพระราชสมภพในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันศุกร์ เดือนอ้าย แรม 7 ค่ำ ปีกุน เบญศก จ.ศ. 1225 ซึ่งตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2407 พระองค์ได้รับพระราชทานพระนามจากสมเด็จพระบรมราชบิดาเมื่อวันอังคาร เดือนยี่ แรม 10 ค่ำ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

       "ศุภมัสดุ สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้ากรุงสยามผู้พระบิดา ขอตั้งนามบุตรีหญิงซึ่งประสูติแต่เปี่ยมเป็นมารดา ในวันศุกร์ เดือนอ้าย แรม 7 ค่ำ ปีกุน เบญศกนั้นว่าดังนี้ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี วรรคบริวารนามเดิมเป็นอาทิและอันตอักษร ขอพรคุณพระรัตนตรัยและพรเทวดารักษาพระนครและพระราชวัง จงได้โปรดให้เจริญชนมายุพรรณสุขพลปฏิภาณสารสิริสมบัติศรีสวัสดิพิพัฒมงคล ศุภผลพิบูลยทุกประการ เทอญ"

       นอกจากนี้ พระองค์ยังได้รับพระราชทานพรเป็นภาษามคธจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงพระนิพนธ์แปลเป็นภาษาไทยไว้ว่า

       "ขอธิดาของเรา ซึ่งเป็นบุตรีอันดีของเปี่ยมคนนี้ จงปรากฏโดยนามว่าโสภาสุทธสิริมตี (เสาวภาผ่องศรี) เถิด ขอเธอจงมีสุข แลไม่มีโรค มีอิสริยยศประเสริฐสุด ปราศจากโทษ อันใคร ๆ อย่าคุมเหงได้ทุกเมื่อ จงเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์ใหญ่ มีโภคสมบัติมาก อันคนเป็นอันมากนิยมนับถือ ขอเธอจงรักษาเกียรติยศของบิดามารดาไว้ทุกเมื่อ จงทำนุบำรุงพี่น้องชายหญิงอันดี ขออานุภาพพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น จงรักษาเธอทุกเมื่อเทอญ"

        พระองค์ทรงมีพระเชษฐาและพระขนิษฐาร่วมพระมารดาทั้งสิ้น 6 พระองค์ ได้แก่ พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรไชย พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี และ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์นั้น พระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีพระปัญญาที่เฉียบแหลมมาก แต่ก็ทรงไม่เชื่อฟังมากเช่นเดียวกัน เช่น เวลาทรงพระอักษร ก็ทรงไม่ยอมทรงอ่านดังๆ พระอาจารย์อ่านถวายไปเท่าใด พระองค์ท่านก็ทอดพระเนตรตามไปเฉยๆ

       เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานารถ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้นเป็นรัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระฐานันดรศักดิ์ของพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี จึงเปลี่ยนเป็น พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี


        เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปในปี พ.ศ. 2440 จึงทรงมอบหมายให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งทรงปฏิบัติราชการแผ่นดินได้เรียบร้อยเป็นที่พอพระราชหฤทัยยิ่งนัก ด้วยพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถจรรยนุวัติปฏิบัติ ประกอบด้วยพระราชอัธยาศัยสภาพสมด้วยพระองค์เป็นขัติยนารีนาถ และกอปรด้วยพระกรุณภาพยังสรรพกิจทั้งหลายที่ได้ทรงพระราชทานปฏิบัติมาล้วน แต่เป็นเกียรติคุณแก่ประเทศสยามทั่วไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามาภิไธย จาก สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี เป็น "สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี บรมราชินีนาถ" เป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์แรกของประเทศไทย

        หลังจากนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงพระราชดำริว่า พระราชประเพณีได้เคยมีมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้เสด็จเถลิงถวัลยราช สมบัติบรมราชาภิเษกใหม่ ได้ทรงสถาปนาพระราชอิสริยยศแลเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระพันปีหลวงฉลองพระ เดชพระคุณเป็นปฐม เพื่อเป็นศุภมงคลและราชสมบัติ พระองค์จึงมีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสสั่งให้ประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระบรมราชชนนีว่า "สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี"


       สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง ทรงพระประชวรเรื้อรัง มีอาการไข้ รวมทั้งมีอาการพิษขึ้นในพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) จึงเสด็จสวรรคตวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2462 พระชนมายุ 57 พรรษา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศา นุวงศ์สรงน้ำพระบรมศพ และโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระโกศพระบรมศพประกอบพระลองทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มุขตะวันตก ภายในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงบำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมราชชนนี

พระราชโอรสและพระราชธิดา

    กรมหลวงนครราชสีมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย

พระองค์ทรงมีพระราชโอรสพระราชธิดาทั้งสิ้น 14 พระองค์ โดยเป็นพระราชโอรส 7 พระองค์ พระราชธิดา 2 พระองค์ และตกเสีย 5 พระองค์ โดย

   1. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ (พ.ศ. ๒๔๒๑-๒๔๓๐)
   2. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๒๓-๒๔๖๘)
   3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพชรุตม์ธำรง (พ.ศ. ๒๔๒๔-๒๔๓๐)
   4. จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (พ.ศ. ๒๔๒๕-๒๔๖๓)
   5. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ (พ.ศ. ๒๔๒๘-๒๔๓๐)
   6. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง (ประสูติเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2430 แต่สิ้นพระชนม์ในวันประสูติ)
   7. พลเรือเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา (พ.ศ. ๒๔๓๒-๒๔๖๗)
   8. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย (พ.ศ. ๒๔๓๕-๒๔๖๖) และ
   9. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๓๖-๒๔๘๔)

พระราชกรณียกิจ

      ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ตั้งโรงเรียน และจ่ายเงินเดือนครูในโรงเรียนต่าง ๆ เช่น

    * โรงเรียนราชินี
    * โรงเรียนราชินีบน
    * โรงเรียนทวีธาภิเศก
    * โรงเรียนเสาวภา ปัจจุบันคือ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา
    * โรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาล ปัจจุบัน คือ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
    * โรงเรียนวิเชียรมาตุ และ โรงเรียนสภาราชินี (จังหวัดตรัง)
    * โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมถ์ (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)
    * โรงเรียนราชินีบูรณะ (จังหวัดนครปฐม)
    * โรงเรียนศรียานุสรณ์ (จังหวัดจันทบุรี)
    * โรงเรียนสตรีราชินูทิศ (จังหวัดอุดรธานี)
    * โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร เสด็จมาทรงควบคุมการก่อสร้างแทนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

        สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงพระมหากรุณาแก่ประชาชนที่ได้รับความเจ็บไข้ได้ป่วย นอกจากจะทรงสนับสนุนการก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราช และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาล สำหรับเป็นสถานศึกษาวิชาพยาบาลและผดุงครรภ์ของสตรีแล้ว ยังทรงเป็นผู้นำชักชวนสตรีไทยให้เลิกการอยู่ไฟ หันมาใช้วิธีการพยาบาลแบบฝรั่งซึ่งสุขสบายและได้ผลดีกว่า นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีส่วนร่วมในการจัดตั้งสภาอุณาโลมแดง (สภากาชาดไทย)

    * พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี
    * พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี
    * พระนางเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี
    * พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระราชเทวี
    * พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี
    * สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี
    * สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ นับเป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีสูงศักดิ์กว่าพระมเหสีพระองค์อื่นใด
    * สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง
 

 
 
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2550 UdClick.com! ชุมชนออนไลน์ ของชาวอุดร