BD Computer พิมพ์ อีเมล์
 
        วันนี้ทีมงาน Udclick.com ได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจากนักธุรกิจที่มากไปด้วยความสามารถ ผู้อุทิศเวลาให้กับกิจกรรมทางสังคมอย่างสม่ำเสมอ และยังเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในวงการธุรกิจ ท่านเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงคอมพิวเตอร์มาอย่างยาวนาน....ทีมงาน Udclick ขอแนะนำให้ท่านได้รู้จักกับคุณสิทธิรัตน์ จารุไชยกุล กรรมการผู้จัดการ และ ผู้ก่อตั้ง บริษัท บีดี คอมพิวเตอร์ จำกัด
 
ตำแหน่งทางสังคมที่ท่านรับตำแหน่งอยู่ตอนนี้ได้แก่ รองประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ซึ่งตอนนี้ท่านเป็นประธานจัด “โครงการประกวดแผนธุรกิจครั้งที่1” (Business Plan Award#1) และท่านยังเป็นอดีตนายกสโมสรโรตารีบ้านเชียงปีบริหาร 2541-2542 ซึ่งตอนนี้ทาง สโมสรโรตารีบ้านเชียงก็ดำเนินการ โครงการจัดสร้างจตุคาม-รามเทพ รุ่น “มรดกโลกโชคลาภมหาเศรษฐี”  เพื่อนำรายได้ทั้งหมดไปใช้ในการดำเนินกิจการสาธารณกุศลที่เป็นประโยชน์ในจังหวัดอุดรธานี

จะเห็นได้ว่าท่านได้ทุ่มเทเวลาในกิจกรรมทางสังคมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งที่กล่าวมานี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ทางทีมงานได้รับทราบมาจากทางหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และในวารสารหอการค้าเท่านั้น และคงยังมีอีกมากที่ท่านไม่ได้เปิดเผยให้ผู้อื่นได้รับทราบ จะเห็นได้ว่า นอกจากธุรกิจส่วนตัวแล้ว ท่านยังเป็นผู้ที่บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องอีกด้วย


ในวันนี้ทีมงาน Udclick.com ได้ขอนัดสัมภาษณ์ คุณสิทธิรัตน์ จารุไชยกุล ในมุมมองเกี่ยวกับการทำธุรกิจ และ การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจทั้งในปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งประเด็นต่างๆ และมุมมองในการทำธุรกิจ ของ BD computer จะเป็นอย่างไรขอเชิญติดตามไปพร้อมๆกับเราได้เลยครับ


Q จุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจคอมพิวเตอร์เป็นมาอย่างไรบ้างครับ เพราะเหตุใด หรือ มองเห็นอะไร ถึงได้เข้ามาจับธุรกิจตัวนี้ครับ

เริ่มแรกเกิดจากความสนใจ ความต้องการรู้ เพราะในยุคสมัยนั้น คอมพิวเตอร์ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย หลังจากที่ เราเกิดข้อสงสัยว่าคอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างไร? เราก็เลยอยากรู้ พอเราอยากรู้แล้วเราก็เข้าไปศึกษา

ซึ่งสมัยก่อนแหล่งความรู้ที่เป็นโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ยังไม่มี ต้องเข้าไปศึกษาค้นคว้าในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ระดับ ปวส.อยู่เลย ต้องไปลงเรียนพิเศษที่เค้าเปิดสอนเฉพาะ ซึ่งมีอยู่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่เดียวที่เปิดสอนในภาคอีสาน บังเอิญตอนนั้นเรียนอยู่ที่ขอนแก่นด้วยก็เลยง่ายในการเข้าไปหาความรู้เพิ่มเติม

จุดเริ่มต้นก็นั่นแหละครับเริ่มจากความอยากรู้ หลังจากที่ศึกษาแล้วก็เกิดความรู้สึกท้าทาย สำหรับคนที่เป็นช่าง ท้าทายความรู้สึกแปลกใหม่ เป็นเทคโนโลยีที่เป็นระบบ เป็นตรรกะ เป็นหลักการที่ดีน่าสนใจ ก็เลยเล่นมาเรื่อยๆจนเรียนจบ หลังจากเรียนจบแล้วก็ไม่มีเครื่องที่จะเล่น ก็ซื้อเครื่องมาเครื่องหนึ่ง นั่งเล่นอยู่คนเดียว มันก็ไม่สนุก ก็เลยตัดสินใจที่จะเอาคอมพิวเตอร์มาขายด้วย

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่าจะขายอย่างเป็นจริงเป็นจัง ไม่ได้คาดหวังว่าจะใหญ่โต เพียงแต่ขายเพื่อให้รู้ถึงสินค้าใหม่ๆ เวลาลูกค้าสั่งสินค้า เราก็ได้ทดลองเรียนรู้ไปด้วย เหมือนขายเพื่อ อยากเล่น อยากเรียนรู้มากกว่า

 
Q สมัยนั้น บีดี คอมพิวเตอร์ แบ่งเป็นทั้งขาย แล้ว ก็สอน ด้วยใช่มั้ยครับ

เริ่มแรกเราเริ่มมาจากขายเล่นๆ ใครให้ไปช่วยเรื่องคอมพิวเตอร์อย่างไร เราก็เข้าไปช่วย แต่ที่เริ่มทำจริงๆก็คือเปิดโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ เพราะตอนนั้นดูแล้วคิดว่าคอมพิวเตอร์เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ก็เลยตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์มา 5 เครื่อง แล้วก็ตั้งเป็นโรงเรียนขึ้นมา สมัยนั้นมีคอมพิวเตอร์ 5 เครื่องถือได้ว่าเป็นโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ระดับจังหวัดเลยนะ วิทยาลัยต้องติดต่อขอเข้ามาดูงานเลยนะ เพราะในวิทยาลัยยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ต้องพานักศึกษามาดูงานเลยว่าคอมพิวเตอร์หน้าตาเป็นยังไง (ฮา)
 
Q สมัยนั้นราคาสูงด้วยใช่มั้ยครับ

สมัยนั้นยังเป็นยุค apple II แต่เราใช้เครื่อง compaq ซึ่งเป็นเครื่องลอกเลียนแบบ apple ราคาก็อยู่ ประมาณ 30,000 – 40,000 บาท ก็ไม่สูงมาก เพียงแต่ว่าประสิทธิภาพก็ไม่มีอะไรมาก สมัยนั้นยังไม่มีเมาส์นะ จะพิมพ์ตัวอักษร หรือ จะพิมพ์แทรก ต้องกดทีหลายปุ่ม จะเลื่อนขึ้นเลื่อนลงก็ต้องกดกันหลายปุ่ม ไม่เหมือนสมัยนี้ (ฮา)

สมัยนั้นเวลาจะบันทึกข้อมูล ก็ต้องบันทึกลงในเทปคาสเซท เราก็ต้องมาจูนเครื่อง ว่าเทปคาสเซทมีเสียงในความถี่ที่รับได้กับคอมพิวเตอร์หรือป่าว ยุ่งยากลำบากมาก เดี๋ยวนี้ยุคสมัยก็เปลี่ยนไป บันทึกลงในแผ่น cd ได้ง่ายๆ

 
Q เท่ากับว่าการเรียนการสอนเป็นการเริ่มเข้าสู่ธุรกิจเต็มตัวของ บีดี คอมพิวเตอร์หรือป่าวครับ

จริงๆก็ยังไม่ถือว่าเป็นธุรกิจเต็มตัวนะ เพราะ ผมจบช่างยนต์มา ยังต้องช่วยธุรกิจที่บ้านอยู่(บำรุงดีเซล) ก็ถือว่ายังเป็นงานอดิเรกอยู่ แล้วเราก็ไปทำงานบริษัทเป็นอาจารย์พิเศษสอนคอมพิวเตอร์ ตอนนั้นเราทำเองก็ยังไม่ใหญ่มาก ตอนนั้นก็มีบริษัทใหญ่ๆที่เค้ามีเงิน เค้าลงคอมฯทีก็ 10-20 เครื่อง เราก็ไปเป็นอาจารย์พิเศษให้เค้า หลังจากทำไปทำมาเค้าก็ไปไม่รอด เราก็เลยกลับมาเปิด ก็เลยเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น
 
Q สมัยนั้นตอนที่เปิดร้านครั้งแรกได้วางเป้าหมายทางธุรกิจอย่างไรบ้างครับ

สมัยก่อนก็ยังไม่ถึงขนาดนั้น เราเองก็จบแค่ ปวส. เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูดถึงเลยเรื่อง Business Plan,Target ,กลุ่มลูกค้า เพราะธุรกิจยังไม่เติบโตถึงขนาดนั้น เราก็มีแค่ความตั้งใจ แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ ใครซื้อเครื่องหนึ่งเนี่ย เราก็ทำตั้งแต่ขายให้ สอนให้ สอนจนเป็นเลยนะ ดีไม่ดีเขียนโปรแกรมให้ด้วยเลยนะ(ฮา) เดือนหนึ่งขายได้เครื่อง สองเครื่อง ก็ทำให้จนเสร็จสรรพแบบนั้น มันถึงได้ประสบความสำเร็จ
 
Q ก่อนที่ บีดี คอมพิวเตอร์ จะมาถึงทุกวันนี้ มีจุดเปลี่ยนตรงไหนบ้างมั้ยครับ ที่ทำให้จากจุดเริ่มต้นกลายมาเป็นองค์กรที่ใหญ่เหมือนทุกวันนี้

สมัยเมื่อ 19 ปีก่อน ธุรกิจคอมพิวเตอร์ยังไม่มีใครทำเยอะ เราพยายามมองไปข้างหน้าว่าธุรกิจคอมพิวเตอร์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร เราพยายามที่จะสร้างธุรกิจให้รองรับกับสถานการณ์นั้นๆ เพราะฉะนั้น บางครั้งสถานการณ์ก็เป็นตัวกำหนดทิศทางให้กับเรา อย่างหลายๆสาขาที่เราเปิดตัวขึ้นก็เกิดจากการแก้ปัญหา

อย่างสถานการณ์ล่าสุดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เราก็ได้ Dos & Drive สาขาห้าแยกมา เพราะเราต้องการแก้ปัญหาว่า ถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมาเราจะทำอย่างไร เราก็ใช้วิธีการระบายสต๊อก เราก็เลยไปเปิดในลักษณะขายเงินสด พอขายไปๆ มันก็ขายดี เราก็เลยไม่เลิก เราก็ได้มาอีกสาขาหนึ่ง แต่ละสาขาก็จะมีประวัติว่าสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับในแต่ละสถานการณ์ สถานการณ์อะไรบ้าง ซึ่งเป็นเหมือน Road Map ทางธุรกิจที่บังคับให้เราต้องขยายออกไป

 
 
Q แสดงว่า การที่ บีดี คอมพิวเตอร์ เติบโตขึ้นก็มาจากการปรับตัวตามสภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงใช่มั้ยครับ

อีกสาเหตุหนึ่งก็น่าจะมาจากการปรับตัวตามเทคโนโลยีด้วย เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว ก็เลยทำให้เราต้องปรับตัวเร็วตามไปด้วย จริงๆถ้าถามว่าปรับตัวเร็วหรือป่าว มันก็ยังไม่ได้ดังใจที่เราอยากให้เป็น แต่มันก็เร็วเพียงพอในระดับจังหวัด
 
Q ในปัจจุบันนี้หลังจากที่มีการเปิดตัวหลายสาขามากขึ้น ทาง บีดี คอมพิวเตอร์ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการอย่างไรบ้างครับ

เทคโนโลยีพวกนี้คงต้องแบ่งออกเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศ และ เทคโนโลยีทางด้านบริหาร เพราะฉะนั้น 2 ส่วนนี้ ก็จะเป็นคนละแบบ คนละสไตล์

เราพูดถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ MIS ก่อน อย่างตอนนี้เรื่องของการทำออนไลน์ในแต่ละสาขา ก็เป็นเทคโนโลยีที่ถูกลง ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีของ ADSL หรือ Software ที่ใช้เป็น Remote Control ในแต่ละสาขา ก็ถูกลงมาก ทำให้การขยายสาขา และ การควบคุมสาขาก็เป็นไปได้ง่าย

ซึ่งถ้าเทียบกับสมัยก่อน การออนไลน์นี่ไม่มีสิทธิ์เลย เพรา Lead Line เส้นหนึ่งก็ตกเดือนละ 50,000 – 60,000 บาท ซึ่งไม่คุ้มกับยอดขายในแต่ละสาขา ทำให้สมัยก่อนไม่มีสิทธิ์ในการที่จะทำออนไลน์ได้เลย ประกอบกับเทคโนโลยีของ WIFI (เทคโนโลยีไร้สาย) ที่มีมากขึ้น ทำให้การทำสต๊อกการเช็คสต๊อก ทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาแล้ว ก็ทำให้การบริหารง่ายขึ้น มองเห็นภาพง่ายขึ้น ซึ่งในสมัยก่อนเราต้องใช้คนจำนวนมาก และก็ต้องใช้เวลา ในการที่จะได้ตัวเลขแต่ละสาขาออกมา

ซึ่งเทคโนโลยีพวกนี้เหมือนกับว่าใครก็รู้ แต่ทำไม่ได้เพราะเป็นเทคโนโลยีระดับธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันนี้ผมอยากให้ทุกๆคนมองว่า เดี๋ยวนี้ธุรกิจขนาดเล็ก และกลางก็ทำได้แล้ว เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าทุกคนก็มีโอกาสเหมือนกัน รายเล็กๆก็สามารถสู้กับรายใหญ่ๆได้แล้ว เพราะแต่ก่อนรายใหญ่ๆจะได้เปรียบเรื่องเงินในการลงทุนเทคโนโลยีMIS  รายเล็กๆนี่หมดสิทธิ์เลย  อย่างกรุงเทพฯเวลาขยายสาขา เค้าขยายครั้งละ 10 สาขาเค้าก็ทำได้ แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีถูกลง ก็ทำให้ธุรกิจขนาดเล็ก SMEs มีโอกาสมากขึ้น เราเองก็กำลังพัฒนาตรงนี้ ซึ่งถ้าการทำออนไลน์ของเรามีต้นทุนที่ถูกลง เราก็สามารถขยายกิจการออกไปได้มากขึ้น

ส่วนในเรื่องเทคโนโลยีของการบริหาร อย่างเช่นเรื่อง ISO 9001:2000 ในสมัยก่อนบริษัทที่จะได้ ISO ก็ต้องเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนจ้างที่ปรึกษา ISO เป็นหลักล้าน สมัยนี้ก็ใช้เงินแค่หลักแสนก็ทำได้ ซึ่งก็ทำให้ทาง บีดี คอมพิวเตอร์ มีกำลัง และความตั้งใจที่อยากจะทำ และเราก็ทำได้ ขณะนี้เราได้  ISO 9001:2000 เราเองก็ทำ 5ส. , ทำการอบรมต่างๆ เพิ่มเรื่อยๆ

ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเทคโนโลยีการบริหารที่เปิดกว้าง ช่วยทำให้องค์กรของเรามองเห็นทิศทางการวางแผน และอนาคตที่เราจะเดินได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบกับสมัยก่อนถ้าไม่มีเทคโนโลยีเหล่านี้ ก็คงไม่พ้นการขายไปเรื่อยๆ ก้มหน้าก้มตาขายโดยไม่สนใจเรื่องคุณภาพ ไม่ได้สนใจเรื่องของการบริการ ไม่ได้สนใจเรื่องของCRM  เรื่องของลูกค้า ซึ่งหลังจากเทคโนโลยีพวกนี้เข้ามาเราก็เริ่มเห็นตัวเลขชัดเจน เราก็มาใส่ใจเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ก็ทำให้การบริการต่างๆของ บีดี คอมพิวเตอร์ มีความหลากหลาย และใกล้เคียงกับ การบริการของบริษัทใหญ่ๆ

 
Q เนื่องจากในปัจจุบันธุรกิจคอมพิวเตอร์มีการแข่งขันสูงทั้งจากรายเล็กในพื้นที่ และจากรายใหญ่ที่มาจากส่วนกลาง ซึ่งทางบีดี คอมพิวเตอร์ นอกจากจะมีการจัด Event ,จัดโปรโมชั่นราคา ยังมีเป้าหมายอื่นอีกมั้ยครับ ที่จะปรับตัวในการต่อสู้ทางธุรกิจเพื่อที่เราจะครองส่วนแบ่งด้านการตลาดได้มากกว่านี้

เราลองแยกกลุ่มคู่แข่งของเรา ก็มีที่มาจากกรุงเทพฯ และ ที่อยู่ในพื้นที่ ผู้ค้าในพื้นที่เดี๋ยวนี้ก็มีการลงทุนทำหน้าร้านที่ดูดีมากขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่เช่าห้องแถวแล้วเอาโต๊ะมาวางขายโบรชัวร์ ผมว่าก็คงทำให้วงการธุรกิจคอมพิวเตอร์ในจังหวัดน่าจะพัฒนาขึ้น ส่วนกรุงเทพที่เข้ามาก็คงทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น

สิ่งที่เป็นกลยุทธ์ของบีดี คอมพิวเตอร์เอง ก็คือเราเปิดมา 19 ปีแล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือเราต้องเอาคำว่า “19 ปี” ของเรา มาบอกกับลูกค้าให้ได้ว่า ถ้าเราไม่แน่จริงเราอยู่มาไม่ได้ถึง 19 ปี เพราะธุรกิจคอมพิวเตอร์ที่อยู่มาถึง 19 ปีได้ ผมว่าในอุดรมีไม่กี่ที่ หรือแม้แต่ในประเทศไทยก็มีไม่กี่ที่ ส่วนมากก็ล้มหายตายจาก

คนรุ่นผมก็เริ่มเบื่อๆกันหมดแล้วนะ ไปประชุมทีไรเพื่อนๆก็บ่นๆว่าเบื่อในการทำธุรกิจกันหมดแล้ว (ฮา) พรรคพวกที่เริ่มๆทำพร้อมๆกันก็เริ่มหมดเรี่ยวหมดแรงกันไป ในขณะที่ บีดี คอมพิวเตอร์ ยังมีโอกาสที่จะขยายตัวออกไปได้อีกเยอะ

คำว่า “19 ปี” คืออะไร มันก็คือจิตใจที่เรามีความมุ่งมั่น ความตั้งใจที่จะให้ลูกค้าได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ ใช้สินค้าที่มีบริการเต็ม คุณภาพและบริการเต็ม หมายความว่า บางครั้งสินค้าชนิดเดียวกันเค้าก็อาจจะไปผ่านกระบวนการอะไรมาซึ่งมันไม่ค่อยดีนัก หรือว่าหิ้วออกมาจากเมืองนอก สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้กระบวนการของการรับประกันหมดลง หรือ การซ่อมแซมก็ไม่ดีเท่าที่ควร

แต่ในขณะที่ บีดี คอมพิวเตอร์เอง อย่างที่บอกก็คือ เราขายคุณภาพ ขายความจริงใจ เราขายสินค้าที่มาจากศูนย์ มาจากตัวแทนจำหน่ายโดยตรง ก็คือเราไม่ได้ไปเอาของถูกมาขายแล้วรับประกัน ซึ่งเราไม่ทำ แล้วเราก็พยายามพัฒนาเรื่องฝ่ายช่าง เรื่องของการบริการให้ชัดเจน และเป็นรูปธรรมมากขึ้น ให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจมากขึ้น

ผมคิดว่าเราน่าจะเป็นศูนย์ช่างในอุดรที่ชัดเจนที่สุด ในขณะที่ ที่อื่นอาจจะอยู่หลังร้าน ช่างไม่รู้ทำอะไร รกเลอะเทอะ ซึ่งแต่ก่อนนี้เราก็เคยคิดว่าห้องช่างห้ามเข้า แต่ในทางกลับกันผมบอกว่า ห้องช่างเข้าไปเลย ลูกค้าเข้าไปเลยแต่ขอความกรุณาอย่าเกะกะช่างแล้วกัน ให้เค้าทำงานได้สะดวก แล้วคุณก็จะเห็นว่าช่างเค้าทำงานอย่างไร

เพราะว่าในเรื่องของคอมพิวเตอร์ บางครั้งเจ้าของเค้าก็อยากรู้ว่าตรงนี้แก้อย่างไร ตรงนี้เป็นอย่างไร  คือถ้าไม่ให้เค้าเข้าไป บางครั้งทำเสร็จออกมาเค้าก็ไม่สบายใจ บางทีเราก็ต้องบอกว่า ตรงนี้ต้องทำแบบนี้ แก้แบบนี้ เค้าก็อยากรู้ จริงๆเราก็พยายามที่จะบอกลูกค้า เพราะว่า ถ้าลูกค้าเข้าใจมากเท่าไหร่ลูกค้าก็จะกลับมาหาเราน้อยเท่านั้น ซึ่งตรงกันข้ามกับบางบริษัทที่เค้าบอกว่ายิ่งทำให้มีปัญหาเค้ายิ่งได้เงิน คนเหล่านี้เค้าก็จะอยู่ไม่ได้ในระยะยาว

เพราะฉะนั้น “19ปี”ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คำพูดที่เราพูด เราทำจริง ไม่ใช่เป็นการพูดเพื่อโฆษณา เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันพิสูจน์ได้ จับต้องได้ว่ามันเป็นความจริง

โครงการใหม่ที่เรากำลังทำอยู่ เรากำลังสร้าง Business Alliance (พันธมิตรทางธุรกิจ) ซึ่งก็จะมีเรื่องของบีดี คอมพิวเตอร์,เรื่องของลูกค้า และก็ เรื่องของSupplier(ผู้ผลิต) 3คนที่กำลังจะจับมือกัน เพื่อเข้ามาบริการเป็นกลุ่มเดียวกัน เหมือนเป็นพันธมิตรเดียวกัน ซึ่งในทางวิชาการเค้าเรียก “ Supply Chain ” (โซ่อุปทาน) ซึ่งเราจะถือว่ากลุ่มลูกค้าเหล่านี้ คือ กลุ่มที่เราจะต้องให้การบริการที่ดีที่สุด ซึ่งเรากำลังทำการคัดเลือกรายชื่อลูกค้าออกมา แล้วเราก็จะให้การบริการแก่กลุ่มคนเหล่านี้เป็นพิเศษกว่าคนอื่น ซึ่งประมาณกลางเดือนสิงหาคมนี้ เราก็จะจัดงาน BD Partnership ขึ้นมา ซึ่งก็เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่

 
Q แสดงว่าจุดเด่นของ บีดี คอมพิวเตอร์ คือนอกจากการรักษาฐานลูกค้าเก่าด้วยการให้บริการที่ดีขึ้น แล้วก็ยังมีจุดเด่นที่นอกจากจะไปแข่ง เรื่องราคาอย่างเดียว ก็คือการมีฝ่ายช่างที่มีคุณภาพที่สุดเมื่อเทียบกับรายอื่นๆ แม้แต่รายที่มาจากกรุงเทพก็ยังไม่เน้นในด้านการบริการ ใช่มั้ยครับ

เพราะว่าเค้าขายถูก เรื่องไหนที่เค้าตัดได้เค้าก็ต้องตัดออกไป เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุน จริงๆแล้ว 3 เรื่อง ที่เราเน้นก็คือ 1.ลูกค้า 2.องค์กร องค์กรก็คือพนักงาน,กระบวนการทำงาน และก็ส่วนที่3 สังคม จะสังเกตว่า เราทำงานเพื่อสังคมค่อนข้างที่จะเยอะ ทั้งในส่วนของตัวผมเอง และในส่วนของทั้งบริษัท ซึ่งในวันงานเราก็จะ present ให้ฟังว่า เราทำอะไรเพื่อสังคมไปบ้าง เพราะเราทำเยอะมาก เพราะเราอยู่ในพื้นที่ และเราก็เป็นคนอุดร เราก็ต้องการพัฒนาสังคม นั่นคือความตั้งใจของผม

ผมได้บอกกับพนักงานทุกคน แล้วผมก็ปลูกฝังว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องพัฒนาสังคมเมืองอุดรด้วย ซึ่งพนักงานทุกคนก็มีความตั้งใจเต็มที่ เพราะเรามีความเป็นผู้นำในเรื่องของเทคโนโลยี บางครั้งเราทำอะไรลงไปทางอ้อม สังคม หรือ ระบบการทำงาน พฤติกรรมการทำงานจะถูกเปลี่ยน แล้วก็จะถูกถ่ายทอดออกไปสู่สังคมภายนอกด้วย ซึ่งบางครั้งเราก็ถูกต่อว่า ซึ่งเราก็ค่อนข้างที่จะเจ็บปวดเหมือนกัน เพราะสังคมยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่เราเปลี่ยนแล้ว เราพยายามเปลี่ยนแล้ว แล้วเราก็พยายามที่จะเปลี่ยนคนอื่น บางครั้งคนที่ยังไม่เข้าใจ และยังไม่พร้อม เค้าก็จะว่าเรา

ทุกวันนี้พนักงานที่เค้าอยู่มานาน เค้าก็จะเห็นว่าสิ่งที่พวกเรากำลังพยายามทำอยู่นี่มันถูก คือ พยายามถ่ายทอดเทคโนโลยี ถ่ายทอดความรู้ ให้กับสังคมกลับไป ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาฝึกงานที่เคยมาฝึกที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่เคยผ่านงานที่นี่แล้วไปทำงานที่อื่น เป็นต้น เราก็พยายามบอกว่าให้เอาสิ่งเหล่านี้ไปพัฒนาองค์กรอื่นด้วย นั่นคือสิ่งที่เราปลูกฝัง และเป็นสิ่งที่เราตั้งใจ


Q บีดี คอมพิวเตอร์ มีแนวโน้มที่จะทำเป็นธุรกิจ e-commerce เต็มตัว มั้ยครับ เพราะตอนนี้บีดีเองก็มีเว็บไซท์อยู่แล้ว

คงต้องดูที่ Product มากกว่า หรือความน่าสนใจที่มีความแตกต่างจากคนอื่น ถ้าคนอื่นขาย เมนบอร์ด แล้วเราเองก็ขายเมนบอร์ด ผมคิดว่ามันก็คงไม่มีความแตกต่าง แล้วก็ไม่เป็นจุดสนใจของลูกค้า แล้วยังทำให้ต้นทุนที่เราจะทำสูงขึ้นด้วย

เพราะรายเก่าเค้าดังอยู่แล้ว และถ้าเรามาทีหลังเราต้องทำให้ดังกว่า ซึ่งก็ต้องใช้งบประมาณที่มากกว่า ซึ่งความเสี่ยงก็เริ่มสูงแล้ว กลายเป็นว่าขาย product เดียวกัน แต่ต้นทุนเราสูงกว่า ในขณะที่คนอื่นเค้าค่อยๆทำสะสมชื่อเสียงมาทำให้ค่าใช้จ่ายเค้าค่อยๆเพิ่ม แต่เรามาทีหลังเราก็ต้องใหญ่กว่าและก็ต้องดีกว่า ต้นทุนก็เลยสูงกว่า มันก็ค่อนข้างที่จะเป็นความเสี่ยง

 
Q ก็คือว่าต้องดูแนวโน้มก่อนใช่มั้ยครับ

ก็ต้องดูว่าเรามีอะไรที่ดีกว่าคนอื่นได้ ถามว่ามีอยู่ในความคิดมั้ยในเรื่องของ e-commerce ผมบอกได้เลยว่ามี แต่ผมคิดว่า ณ ตอนนี้ถ้าเป็นชิ้นส่วน IT อย่างเดียว ผมคิดว่ามันยังไม่ใช่ เพราะก็ยังมีคนที่ทำถูกกว่าเราโดยใช้วิธีซิกแซกต่างๆก็ได้

        ผมมองว่าตอนนี้น่าจะเป็น e-service มากกว่า ที่เอาไว้ดูแลลูกค้า แต่ถ้าถามว่าถ้าบีดี คอมพิวเตอร์ อยากทำ e-commerce จริงๆนี่ สิ่งที่เราอยากจะทำตอนนี้เลยก็คือว่า ทำยังไงก็ได้ให้มันขึ้นระดับประเทศได้ ถ้าทำต้องทำระดับประเทศ ซึ่งผมคิดว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆหน่วยองค์กรในการทำเว็บไซท์ขึ้นมา ถึงจะโตได้ ซึ่งโจทย์ก็คือว่า ทำอย่างไรให้เว็บไซท์ของเราขึ้นระดับประเทศได้ภายใน 1 ปี ซึ่งไม่ใช่ง่าย

 
Q นอกจากการปรับตัวในการสร้างพันธมิตร, การเน้นการบริการ ทางบีดี คอมพิวเตอร์เอง ยังมีแผนรองรับหรือป่าวครับที่จะสู้กับรายใหญ่ๆที่มาจากต่างประเทศ หรืออาจจะเป็นรายใหญ่ๆที่มาแบบครบวงจร

       แผนการที่จะรองรับเราได้ดำเนินการแล้วซึ่งก็คือสิ่งที่ได้กล่าวมาทั้งหมดแล้วข้างต้นซึ่งเราเริ่มสร้างตั้งแต่วันนี้แล้วซึ่งถ้าไม่มีการปรับตัวไว้ก่อนเราก็ต้องไปสู้กับเค้าซึ่งก็ต้องแข่งกันเรื่องราคาผลสุดท้ายเราก็จะอยู่ไม่ได้เพราะเราเป็นรายเล็กรายใหญ่เข้ามาก็เปรียบได้เหมือนกับยักษ์เราเป็นรายเล็กเราก็ต้องเรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับยักษ์ไม่ใช่เรียนรู้ที่จะไปรบกับยักษ์ซึ่งเราไม่มีทางสู้ได้อยู่แล้วเพราะฉะนั้นโครงสร้างต่างๆที่เรากำลังปรับปรุงก็คือการรองรับตรงนี้อยู่แล้วเพราะยังไงเค้าก็ต้องเข้ามาอยู่แล้ว

Q ทางบีดี คอมพิวเตอร์ มีกลยุทธ์อย่างไร ที่จะทำให้ คนที่จะซื้อคอมพิวเตอร์ ต้องคิดถึง บีดี คอมพิวเตอร์ ก่อน

        มันก็เป็น Share or Mine คือการทำยังไงจะให้ลูกค้านึกถึงเราก่อน ซึ่งตอนนี้ลูกค้าก็นึกถึงเราก่อนอยู่แล้ว แต่ตอนซื้อลูกค้าอาจจะไม่ซื้อกับเราก็ได้ (ฮา) ซึ่งเราก็ต้องสร้างทั้ง2ส่วน คือ เมื่อลูกค้าคิดถึงเราก่อน จะทำอย่างไรให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อกับเราให้ได้ เพราะเท่าที่ดูตอนนี้ลูกค้าจะคิดถึงเราก่อน แต่ตอนตัดสินใจก็ขอไปดูที่อื่นก่อน ซึ่งอาจจะไม่ซื้อกับเราก็ได้

        ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วในทาง Business Model ที่ทุกคนต้องทำ เพราะถ้าลูกค้าไม่คิดถึงเราก็เท่ากับว่า เราไม่มีความดีอะไรให้ลูกค้าคิดถึง แต่ถ้าเราทำทุกอย่างดีแล้ว มันก็จะทำให้ลูกค้าคิดถึงเราเอง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราพยายามทำมาตลอด 19ปี แล้วเราก็พิสูจน์ให้เห็น

        ถ้าเราต้องการที่จะขายแล้วทิ้ง แล้วเลิก ป่านนี้เราขยายสาขาไปเยอะกว่านี้อีก แต่เราขยายสาขาด้วยความมั่นคง ซึ่งการเปิดสาขาเราเปิดได้ แต่เราต้องคิดว่าเปิดแล้วจะทำอย่างไรให้อยู่รอดอย่างดีต่อไป ซึ่งถ้าเราจะเน้นปริมาณสาขา ทำได้ไม่อยาก เราสามารถเปิดได้เดือนละสาขาเลย เพียงแต่ว่าจะอยู่รอดหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

        ถามว่าหนักใจมั้ยเรื่องห้างใหญ่ๆ ก็หนักใจนะ แต่เราก็ต้องปรับตัว ต้องหาวิธี ซึ่งก็มีกลยุทธ์ทางธุรกิจอยู่ ขณะนี้เราก็พยายามหา Product ใหม่ๆ มาเสริม อย่างตอนนี้เราก็ได้ กล้องฟูจิโกะ มา ได้ มาสเตอร์คูล มา เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีเดินทางเร็วมาก ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรในการหา Product ใหม่ๆมาเสริม

 

Q ทาง บีดี คอมพิวเตอร์ จะแตกไลน์สินค้าออกจากคอมพิวเตอร์ ไปเป็นสินค้าเทคโนโลยีทุกอย่างหรือป่าวครับ

        คงไม่ถึงขนาดนั้น ซึ่งเราต้องอยู่ภายในแกนหลักของเรา คงไม่ได้แตกไลน์ออกไปคนละทิศคนละทาง เช่นตอนนี้ส่วนของ AV กับ ส่วนของ IT ก็เริ่มที่จะเข้ามาหากันอย่าง จอ LCD,จอพลาสมา ซึ่งร้าน IT ก็ขายได้ ต่อไปร้าน AV ที่ขายโทรทัศน์ ขายตู้เย็น ก็ขายคอมพิวเตอร์ได้เหมือนกัน กลายเป็นว่าคู่แข่งเราจะเยอะขึ้น ซึ่งถามว่าเราแตกไลน์มั้ย คงต้องบอกว่าจริงๆแล้ว Product เราเพิ่มมากกว่าไม่ได้แตกไลน์ มันถูกยุบมารวมกันด้วยเรื่องของเทคโนโลยี อย่างเช่นสมัยก่อนกล้องถ่ายรูปก็อยู่คนละส่วนกับ IT แต่หลังจากที่มีเรื่องของคอมพิวเตอร์มากขึ้น เรื่องของ Software มันก็เลยเข้าไปอยู่ในส่วน IT โดยปริยาย

        ซึ่งพอมีเรื่องของคอมพิวเตอร์มาเกี่ยว การปรับตั้งค่านู่น ปรับตั้งค่านี่ เรื่องของSoftwareต่างๆ ซึ่งร้านกล้องธรรมดาทั่วไป ก็มีปัญหาว่าใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น มันก็เลยต้องเข้ามาอยู่ในร้าน IT เหมือนกับ Smart Phone ซึ่งเป็นโทรศัพท์ แต่ก่อนก็อยู่ในร้านของโทรศัพท์ แต่เดี๋ยวนี้ร้าน IT ก็ขาย PDA ที่เป็นโทรศัพท์ แล้วแนวโน้มก็จะเป็นแบบนั้นเยอะขึ้น เพรามี Software เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าธุรกิจใดที่มี Software เข้าไปเกี่ยวข้องก็จะทำให้ร้าน IT ได้เปรียบกว่า เพราะมีความรู้พื้นฐานมากกว่าต่อไปอาจจะได้ขายหม้อหุงข้าว ไมโครเวฟ ตู้เย็นทีมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์อยู่ข้างในนั้นก้ได้ (ฮา)

        ถ้าถามว่าในส่วนของร้านคอมพิวเตอร์ท้องถิ่นจะตายมั้ย ถ้ามองในภาพรวม มันก็มีทางรอดของมัน ถึงแม้จะมียักษ์ใหญ่เข้ามาอย่างไร มันก็มีทางรอดของมัน แต่ทุกคนต้องพยายามหาจุดเด่นของตัวเองให้เจอ แล้วพยายามปรับตัวแต่เนิ่นๆ อย่ารอให้ถึงเวลาแล้วค่อยปรับตัว ผมก็ยังเป็นห่วงอยู่ว่าในแต่ละร้านเค้ามองเห็นถึงสิ่งนี้กันหรือป่าว พวกร้านใหญ่ๆผมไม่ค่อยห่วงหรอก เพราะเค้าคงมีวิสัยทัศน์เหมือนกัน แต่ร้าน กลางๆ เล็กๆ ไม่รู้ว่าเค้าจะรู้หรือป่าว เดี๋ยวห้างใหญ่มาทีจะลำบาก

Q ทางบีดี คอมพิวเตอร์ ใช้เทคโนโลยีอย่างอื่นอะไรอีกบ้างมั้ยครับ เพื่อเข้ามาช่วยเพิ่มกระตุ้นยอดขาย

        ก็คงเป็นระบบ IMC (Integrate Marketing Communication) ก็คือ การสื่อสารแบบบูรณาการ โดยทฤษฎี ก็คือว่า ลูกค้าเริ่มมีกลุ่มที่แยกออกไปหลายกลุ่ม สื่อทุกสื่อไม่สามารถที่จะครอบคลุมได้หมดทุกกลุ่ม ซึ่งถ้าเทียบกับสมัยก่อน ถ้าเป็นการลงโฆษณาทางทีวี ทุกคนเห็นแน่นอน แต่เดี๊ยวนี้ ทีวีก็แบ่งเป็นหลายช่อง วิทยุก็แบ่งออกไป เว็บก็แบ่งออกไป ซึ่งเราก็พยายามที่จะทำให้ครบไม่ว่าจะเป็นเว็บไซท์, SMS,ไม่ว่าจะเป็น CRM, ไม่ว่าจะเป็น Software, ไม่ว่าจะเป็น E-mail เราต้องทำทุกสื่อ เพราะเรามีเทคโนโลยีไว้ให้ใช้ แล้วเราก็เป็น คนขายคอมพิวเตอร์ แล้วถ้าเราไม่ใช้แล้วเราไปบอกให้ลูกค้าใช้ มันก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทดลอง แล้วอะไรดีเราก็จะได้แนะนำลูกค้าได้

        อย่างตอนนี้เราก็ใช้ MSN เราก็พยายามที่จะพัฒนาให้ได้ว่าทำอย่างไรเราจะมีเครือข่าย MSN ของลูกค้าเรา, ทำอย่างไรเราจะมีเครือข่าย E-mail ที่เป็นของลูกค้าเรา,ทำอย่างไรเราจะมีเครือข่ายที่เป็น SMS ของลูกค้าเรา ซึ่งเราก็กำลังพัฒนา แต่ก็ค่อนข้างที่จะเหนื่อย เพราะหลายๆคนอาจจะยังมองภาพไม่ออกแล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร สิ่งแรกที่เราต้องทำก่อนก็คือมาปรับทัศนะคติคนของเราก่อน ก่อนที่จะใช้เทคโนโลยี(ฮา)


        หลังจากการสนทนาในวันนี้ ทางทีมงาน Udclick ก็ได้มุมมองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมุมมองในด้านการทำธุรกิจ หรือ การเปิดมุมมองในด้านวิสัยทัศน์ให้กว้างออกไปอีก การที่เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จ มักจะทำให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้นเสมอ ต้องขอขอบคุณ คุณสิทธิรัตน์ จารุไชยกุล มากเลยนะครับ ที่ได้ให้บทสัมภาษณ์ที่เป็นมุมมองที่มีค่ามากอย่างยิ่งกับเรา

        หวังว่าบทสัมภาษณ์ของ คุณสิทธิรัตน์ จารุไชยกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท บีดี คอมพิวเตอร์ ผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในวงการธุรกิจคอมพิวเตอร์ จะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านในการนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของท่านผู้อ่านด้วยนะครับ

         เดือนหน้าคอยติดตามกันอีกนะครับว่า Udclick.com จะชวนท่านผู้อ่านไปเปิดมุมมองกับนักธุรกิจท่านไหนอีกในจังหวัดอุดรธานี อย่าลืมนะครับ “จงเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน ก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน” ฉบับนี้ลาก่อนนะครับ สวัสดีครับ

 

ภาพประกอบจากเว็บไซท์บริษัท บีดี คอมพิวเตอร์ จำกัด: http://www.bd2you.com/

 

 

 
 
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2550 UdClick.com! ชุมชนออนไลน์ ของชาวอุดร