“วิทนีย์ ฮุสตัน” นักร้องเสียงจากสวรรค์ พิมพ์ อีเมล์



      แม้ชีวิตช่วงหลังของ “วิทนีย์ ฮุสตัน” จะเต็มไปด้วยปัญหา และข่าวด้านลบ ซึ่งทำลายภาพพจน์ชื่อเสียงของเธอโดยตรง แต่มันก็ไม่สามารถบิดเบือนหรือเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ก่อนหน้านั้น ของนักร้องหญิงผู้ได้รับการยกย่องว่าเปี่ยมไปด้วย “พรสวรรค์” มากที่สุดคนหนึ่งของวงการเพลงสหรัฐฯ คนนี้ไปได้เลย
       
       เติบโตกับครอบครัวศิลปิน
       
       วิทนีย์ อลิซซาเบ็ธ ฮุสตัน เติบโตขึ้นมาในครอบชนชั้นกลางของ นิวเวิร์ค นิวเจอร์ซี เป็นลูกคนที่ 3 และคนเล็กของครอบครัวที่มีพ่อเป็นคนทำงานในกองทัพ ส่วนแม่ ซิสซี่ ฮุสตัน เป็นนักร้องเพลงแนวกอสเปล นอกจากนั้นยังเป็นญาติของ ดีออน และ ดี ดี วอร์วิค ที่สำคัญเธอยังถือว่าเป็นลูกทูนหัวของ ราชินีเพลงริทึมแอนด์บลูส์ อรีธา แฟรงกิน ด้วย
       
       หลังย้ายมาอยู่ในเขต อีสต์ ออร์เรนจ์ ใน นิวเจอร์ซี วิทนีย์ ฮุสตัน จึงได้ก้าวเข้าสู่วงการเพลงตามรอยของมารดา ด้วยการเริ่มต้นร้องเพลงกับคณะประสานเสียงรุ่นเล็กของ โบสถ์นิวโฮปแบ๊บติสต์ที่ นิวเวิร์ค ซึ่งยังทำให้เธอได้เรียนทั้งเปียโน และขึ้นแสดงเดี่ยวเป็นครั้งแรก
       
       ในตอนวัยรุ่น ฮุสตัน เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนคาธอลิก เมาต์ เซนต์ โดมินิค ซึ่งยังทำให้เธอได้พบกับ โรบิน ครอวฟอร์ด ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่าเป็น “พี่สาวที่ตัวเองไม่เคยมี” ในเวลาเดียวกันยังฝึกฝนการร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ด้วยคำแนะนำของมารดา และอิทธิพลจากญาติอย่าง แฟรงกิน, วอร์วิค นอกจากนั้นเธอยังเริ่มทำความรู้จักกับงานของศิลปินอย่าง ชากา คาน, เกลดิส ไนท์ และโรเบอร์ตา แฟลค ที่ถือว่าส่งผลต่อการร้องเพลง และศิลปินของ วิทนีย์ ไปอีกนาน
       
       ฮุสตัน ใช้เวลาในช่วงวัยรุ่นกับการทัวร์คอนเสิร์ตในไนต์คลับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถานที่ซึ่งแม่ของเธอเคยมาแสดง บางครั้งแม่ลูกก็ร้องเพลงด้วยกัน จนในปี 1977 ขณะที่มีอายุ 14 ปี เธอจึงได้เข้าเป็นนักร้องแบ็คอัพของ ไมเคิล ซีเกอร์ แบนด์ จนได้รับข้อเสนอให้เซ็นสัญญากับบริษัทแผ่นเสียง แต่ผู้เป็นแม่ปฏิเสธเพราะอยากจะให้ลูกสาวเรียนหนังสือให้จบเสียก่อน
       
       ในปี 1978 ขณะมีอายุได้ 15 ปี ฮุสตัน ได้ร่วมร้องประสานให้กับซิงเกิลฮิต I'm Every Woman ของ ชากา ข่าน รวมถึงเป็นนักร้องแบ็คอัพของ ลู รอวล์ส และ เจอไมน์ แจ็คสัน
       
       นอกจากนั้นด้วยรูปโฉมที่สวยงาม กับภาพลักษณ์ติดดินอย่างที่ชาวสหรัฐฯ เรียกกันว่า “สาวข้างบ้าน” ยังทำให้เธอได้งานนางแบบ หลังมีคนเห็นภาพถ่ายของ ฮุสตัน ระหว่างขึ้นแสดงที่ คาร์เนกี ฮอลล์ กับมารดา จนเธอได้เป็นสาวผิวดำคนแรกที่ได้ขึ้นปกนิตยสารวัยรุ่น Seventeen และติดตามมาด้วยการไปปรากฏโฉมในนิตยสารดังไม่ว่าจะเป็น Glamour, Cosmopolitan, Young Miss รวมถึงงานโฆษณาให้กับสินค้าดัง ๆ มากมาย
       
       ก้าวสู่วงการเพลง
       

       หลังจากได้รับข้อเสนอสัญญาจากบริษัทเพลงมากมายทั้งจาก Elektra Records, เจอร์รี กริฟฟิธ และ ไมเคิล ซีเกอร์ ในที่สุดเมื่อปี 1983 ฮุสตัน ตัดสินใจเซ็นสัญญากับ Arista Records ซึ่งตัวแทนของบริษัทคนหนึ่งเห็นการแสดงของเธอ ที่ไนต์คลับและประทับใจมาก จนพยายามโน้มน้าวให้ ไคฟ เดวิส เซ็นสัญญากับเธอเพื่อออกอัลบั้มทั่วโลก ในปลายปีนั้นเองเธอจึงได้ออกแสดงในโทรทัศน์เป็นครั้งแรกกับรายการ The Merv Griffin Show
       
       ฮุสตัน เซ็นสัญญากับ Arista ในปี 1983 แต่ก็ไม่ได้ออกผลงานเพลงมาทันที เพราะต้นสังกัดต้องการแน่ใจว่าอัลบั้มแรกของเธอจะต้องลงตัวมากที่สุด โปรดิวเซอร์บางคนต้องบอกปัดโปรเจ็คนี้ไปก็เพราะไม่สามารถทุ่มเททำงานให้กับอัลบั้มอย่างที่ทาง Arista ต้องการได้
       
       จนในปี 1984 ซิงเกิล Hold Me ที่ฮุสตัน ร้องคู่กับ เท็ดดี้ เพนเดอร์กราสส ก็ออกวางจำหน่าย และประสบความสำเร็จโดยทันที
       
       ในเดือน ก.พ. 1985 อัลบั้มแรกที่มีชื่อว่า Whitney Houston ของเธอก็ออกวางจำหน่าย จากการโปรดิวซ์ร่วมกันของ ไมเคิล มาสเซอร์, คาชิฟ, เจอร์ไมน์ แจ็คสัน และ นาราดา ไมเคิล วอลเดน ที่นิตยสาร Rolling Stone เรียกว่าเป็น “ศิลปินที่มีเสียงน่าตื่นเต้นที่สุดในรอบหลายปี” ขณะที่ The New York Times บอกว่าเป็นงานเพลงที่ “น่าประทับใจ กับดนตรีแนวอนุรักษ์นิยมที่มีไว้สำหรับศิลปนที่มีพรสวรรค์เท่านั้น”
       
       ในตอนแรกงานเพลงชุดนี้กลับไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จในต่างประเทศนัก แต่สำหรับที่บ้านเกิดสหรัฐอเมริกา ถือว่าตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ขึ้นถึงอันดับ 3 ของ US Billboard Hot 100 เป็นอันดับ 1 ของชาร์ต Hot R&B ฮุสตัน เองได้ทัวร์คอนเสิร์ตมากมาย แท้แต่ MTV ที่ในยุค 80s มักจะถูกวิจารณ์ว่าไม่ค่อยเหลียวแลศิลปินผิวสี ก็ยังเปิดมิวสิควีดีโอเพลง How Will I Know อยู่บ่อยครั้ง จนความสำเร็จทั้งหมดผลักดันให้งานเพลงชุดนี้ได้รับความสนใจในต่างประเทศขึ้นมา สุดท้ายยอดขายอัลบั้ม Whitney Houston จึงไปแตะถึงระดับ 25 ล้านแผ่น
       
       ด้วยความคาดหวังอย่างสูงในปี 1987 ฮุสตัน ออกอัลบั้มชุดที่ 2 Whitney ที่ได้โปรดิวเซอร์ทีมเดิมรวมถึง เจลลีบีน เบนิเตซ มาร่วมทำงานเบื้องหลัง แม้นักวิจารณ์จะมองว่าไม่มีอะไรใหม่ แต่ก็ยังประสบความสำเร็จมากมายเหมือนเดิม เป็นผู้หญิงคนแรกที่สามารถพาอัลบั้มเพลงขึ้นอันดับ 1 ได้ตั้งแต่สัปดาห์แรก มีเพลงฮิตมากมายถึงขั้นขึ้นอันดับ 1 ของ US Hot 100 ได้ 7 เพลงติดต่อกัน ทำลายสถิติที่ The Beatles และ The Bee Gees ทำไว้ได้สำเร็จ ส่วนยอดขายอัลบั้มก็มากถึง 20 ล้านแผ่น
       
       ด้วยความสำเร็จอย่างสูงของอัลบั้ม 2 ชุดแรก หลายฝ่ายเริ่มสงสัยว่า ฮุสตัน จะสามารถสานต่อความยิ่งใหญ่ต่อไปได้อีกหรือไม่ ภายหลังวงการเพลงในช่วงนั้นตกอยู่ภายใต้ความโด่งดังของ ไมเคิล แจ็คสัน ไปจนหมด ฝ่ายนักวิจารณ์ก็เชื่อว่า ฮุสตัน เริ่มจะส่อให้เห็นถึงแววของการ “หมดไฟ” แล้วในตอนนั้น กับการแสดงส่วนใหญ่ที่ดู “ขาดจิตวิญญาณ” อัลบั้มชุดที่ 3 ของ ฮุสตัน ออกจำหน่ายในเดือน พ.ย. 1990 ได้โปรดิวเซอร์ดัง ไม่ว่าจะเป็น แอล. เอ. รีด, เบบี้เฟซ, ลูเธอร์ แวนดรอส และ สตีวี วอนเดอร์ มาร่วมงาน มีเพลงฮิตอยู่หลายเพลง แต่จะทำยอดขายตกลงไปบ้าง แต่ก็ยังมากถึง 12 ล้านแผ่น
       
       ก้าวสู่วงการภาพยนตร์
       
       ในช่วงยุค 1980s ฮุสตัน มีข่าวกุ๊กกิ๊กกับหนุ่ม ๆ คนดังหลายคน ไม่ว่าจะเป็นนักอเมริกันฟุตบอล แรนเดล คันนิงแฮม หรือ เอ็ดดี เมอร์ฟี แต่ตัวจริงของเธอคือศิลปินอาร์แอนด์บี บ็อบบี้ บราวน์ ที่พบกันในปี 1989 ที่งาน Soul Train Music Awards หลังจากนั้น 3 ปีทั้งสองจึงแต่งงานกัน และปีต่อมาก็ได้ลูกสาวคนแรก ที่เป็นทายาทคนเดียวของเธอกับบราวน์
       
       เรื่องงาน ฮุสตัน ยังคงสร้างชื่อต่อไปเรื่อย ๆ ความสำเร็จในวงการเพลงทำให้หลายวงการภาพยนตร์ตามจีบเธอกันหัวกระไดไม่แห้ง มีข้อเสนอการทำงานร่วมกับทั้ง โรเบิร์ต เดอ เนโร, ควินซี โจนส์ จนไปถึง สไปค์ ลี แต่ฮุสตัน ก็ไม่ได้ตอบตกลง สุดท้ายหนังเรื่องแรกคือเธอกลายเป็น The Bodyguard งานแนวรักโรแมนติกในปี 1992 ที่แสดงคู่กับ เควิน คอสเนอร์ ซึ่งเธอรับบทบาทที่ใกล้เคียงกับตัวเอง เป็นศิลปินสาวที่ชื่อว่า เรเชล มาร์รอน ที่ถูกภัยแฟนโรคจิตคุกคาม จนต้องว่าจ้างบอดี้การ์ดส่วนตัว ซึ่งตอนแรกทั้งสองไม่ค่อยลงรอยกันนัก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง
       
       The Bodyguard ประสบความสำเร็จในทุกด้าน ตัวหนังทำเงินไป410 ล้านเหรียญฯ ทั่วโลก อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่า The Bodyguard จะไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักวิจารณ์นัก The Washington Post บอกว่า ฮุสตัน “ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากแสดงเป็นตัวเอง” นอกจากนั้นการประชาสัมพันธ์ของหนังยังถูกวิจารณ์ว่าใบปิดพยายามปกปิดความเป็นคนผิวสีของเธอ ซึ่ง ฮุสตัน ตอบโต้ในประเด็นนี้ว่าไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน “ทุกคนรู้ว่า วิทนีย์ ฮุสตัน คือใคร ฉันเป็นคนผิวดำ ปกปิดกันไม่ได้หรอก”
       
       แต่ที่ประสบความสำเร็จจริง ๆ ก็คือ อัลบั้มซาวแทร์คก็ทำยอดขายมโหฬารไปถึง 40 ล้านแผ่น เป็นงานเพลงที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาลของประวัติศาสตร์ดนตรีโลก โดยเฉพาะ I Will Always Love You ที่เป็นการหยิบเอาเพลงเก่าของ ดอลลี พาร์ตัน มาร้องใหม่จนโด่งดังยิ่งกว่าต้นฉับเสียอีก จนนักวิจารณ์ยกให้เป็นเพลง “เครื่องหมายการค้าของ ฮุสตัน” โดยเฉพาะในท่อนของการลากเสียงยาวที่ทรงพลัง
       
       ดีวา "เสียง" จากสวรรค์
       
       สำหรับน้ำเสียงของ ฮุสตัน นั้นอยู่ในระดับ "เมซโซ โซปราโน" ได้รับการยกย่องจาก MTV ให้เป็น 1 ใน 3 เสียงร้องเพลงที่ดีที่สุดตลอดกาล เป็นอันดับ 6 ของเสียงร้องเพลงป๊อปจากการจัดอันดับโดย COVE ด้วยคะแนน 48.5/50 ส่วน Rolling Stone ก็จัดให้เธอติดอยู่ในอันดับ 43 ของนักร้องยอดเยี่ยม 100 อันดับตลอดกาล
       
       แม้แต่เพื่อนศิลปินด้วยกันอย่าง มารายห์ แครีย์ ก็ยังยกย่องในตัวของ ฮุสตัน ว่า "วิทนีย์ มีน้ำเสียงที่สมบูรณ์แบบอย่างที่น้อยคนนักจะมี เป็นเสียงที่ทรงพลังมาก" ส่วนความเห็นของนักวิจารณ์อย่ง แอน พาวเวอร์ส แห่ง Los Angeles Times นั้นก็มองว่า "เสียงของ ฮุสตัน เหมือนเป็นอนุสาวรีย์แห่งเพลงป๊อปในศตวรรษที่ 20 เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสถาปัตยกรรมแห่งช่วงเวลานี้ เป็นเหมือนกันที่กำบังของความฝันนับล้าน ๆ เป็นแรงบันดาลใจในอาชีพของคนมากมายที่ต้องการเลียนแบบ ... เมื่อพูดถึงช่วงที่ดีที่สุดของเธอ ไม่มีใครเทียบเคียงได้ทั้งในแง่ของพลัง, ความชัดเจน และความยอดเยี่ยมในแบบ เมซโซ โซปราโน"
       
       สามารถกล่าวได้ว่าสไตล์การร้องเพลงของ ฮุสตัน ส่งผลต่ออุตสาหกรรมเพลงอย่างมหาศาล คำว่า "ราชินีเพลงป๊อป" ที่มีคนเรียกเธอในช่วงยุค 90s นั้นไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริงเลย เสียงร้อง และผลงานของ ฮุสตัน ยังส่งผลให้เกิดศิลปินหน้าใหม่ ๆ อย่าง มารายห์ แครีย์ และ ซีลีน ดีออน ที่ต่อมากลายเป็นคู่แข่งเชิงธุรกิจของ ฮุสตัน ด้วย แต่ในควมเห็นของ แอลซา การ์เนอร์ แห่ง The Los Angeles Times ก็ยังกล่าวยกย่องว่าไม่มีใครเทียบ ฮุสตัน ได้ "เธอคือป๊อปดีวาคนแรก และคนที่ยอดเยี่ยมที่สุด ที่เราเคยมีมา ... ไม่ใช่ มารายห์ แครีย์, ไม่ใช่ ซีลีน ดีออน, ไม่ใช่ บาร์บรา สไตย์แซนด์ ที่เทียบเคียงกับเธอไม่ได้เลยในแง่ของ เสียงที่สวยงาม, น้ำเสียงอันบริสุทธิ์, พรสวรรค์ในการสะกดคนดูด้วยการเอ่ยเอื้อนเนื้อร้องด้วยอันสุดสะเทือนอารมรณ์"
       
       "วิทนีย์ ฮุสตัน คือหนึ่งในศิลปินป๊อปน้อยรายที่เราอาจจะพูดได้ว่า 'แค่เสียงร้องทำนั้นก็เพียงพอ' ขณะที่ศิลปินป๊อปจำนวนมากที่มียอดขายเป็นล้าน ๆ แผ่น อาจจะใช้กลเม็ดต่าง ๆ ในการสร้างความบันเทิง ทั้งเล่ามุขตลก หรือทักษะในการเต้น แต่คุณฮุสตัน เพียงแค่ยืนขึ้นแล้วก็ร้องเพลงเท่านั้นก็พอ" สตีเฟ่น โฮลเด่น แห่ง The New York Times กล่าวยกย่อง วิทนีย์ เมื่อปี 1993
       
       
..........................

       
       ตลอดชีวิตในวงการเพลงถึง 35 ปี ฮุสตัน มีผลงานอยู่เพียง 7 อัลบั้มเท่านั้น แต่ก็สามารถทำยอดขายไปได้ถึง 170 ล้านแผ่น ได้รับการบันทึกโดยกินเนสส์ให้เป็นศิลปินหญิงที่มียอดขายอัลบั้มสูงสุดตลอดกาล ด้านรางวัลก็กวาดมาแล้วทั้ง 2 เอมมี, 6 แกรมมี, 30 บิลบอร์ดมิวสิคอวอวร์ด, 22 อเมริกัน มิวสิค อวอร์ดส์ รวมแล้วคว้ารางวัลจากสถาบันต่าง ๆ มาถึง 415 ตัว
       
       อย่างไรก็ตามอย่างที่ทราบกันดีว่าชีวิตช่วงหลังของ ฮุสตัน กลับถูกถาโถมไปด้วยปัญหา ทั้งการใช้ยาเสพติด, ชีวิตคู่กับ บ็อบบี้ บราวน์ เสียงที่พูดกันว่าสวรรค์ประทานมาให้ของเธอก็เริ่มถดถอยแหบแห้ง แต่ไม่ว่าชีวิตด้านลบ และความตกต่ำที่เกิดขึ้นจะได้รับความสนใจ และเป็นที่จำจดมากเพียงใด แต่มันไม่สามารถบดบัง “เสียง” และ “พรสวรรค์” ของเธอได้อย่างแน่นอน
       
       “ฉันไม่ได้เข้าสู่วงการนี้มาเพื่อพูดถึงเรื่องส่วนตัวค่ะ ... ฉันมาเพื่อร้องเพลง, พยายามจะสร้างงานเพลง พยายามจะทำให้คนมีความสุข ... เท่าที่จะทำได้ ... ชีวิตของฉันไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในเพลง แต่เป็นเสียงของฉัน” ฮุสตัน กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อปี 1997
       
ข้อมูลข่าวจาก : ASTV ผู้จัดการออนไลน์





 
 
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2550 UdClick.com! ชุมชนออนไลน์ ของชาวอุดร