ตำนานเพลงบลูส์ "เอตต้า เจมส์" สิ้นลมแล้ว พิมพ์ อีเมล์



       หลังต้องต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยอยู่พักใหญ่ ล่าสุดมีรายงานว่าศิลปินรุ่นใหญ่ “เอตต้า เจมส์” ผู้มีฉายาว่า “ราชินีเพลงบูลส์” ได้สิ้นลมลงแล้ว ด้วยอาการแทรกซ้อนหลายอย่างที่มีผลมาจากลูคีเมีย เป็นการสิ้นลมลงโดยมีสามี และลูกชายอยู่เคียงข้างในวินาทีสุดท้ายของชีวิต
       
       เอตต้า เจมส์ ศิลปินวัย 73 ปี ผู้โลดแล่นในวงการเพลงมาเกือบ 60 ปี ซึ่งบทเพลง At Last ของเธอกลายเป็นเพลงที่ใช้บรรเลงในพิธีแต่งงานมานับครั้งไม่ถ้วน ได้เสียชีวิตลงแล้วในช่วงเช้าของวันที่ 20 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงพยาบาลริเวอร์ไซค์คอมมูนิตี้ในแคลิฟอร์เนีย โดยผู้จัดการส่วนตัวเป็นคนที่ยืนยันถึงเรื่องนี้
       
       ลูเบ้ เดอ ลีออน ผู้จัดการของ เจมส์ ได้กล่าวถึงข่าวเศร้าครั้งนี้ว่า “มันคือความสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัว, เพื่อน และแฟนเพลงรอบโลก เธอคือศิลปินที่มีความเป็นแบบฉบับของตัวเองอย่างแท้จริง ร้องเพลงได้ทุกแนวทาง อันที่จริงแล้วดนตรีของเธอต่างหากที่กำหนดแนวเพลงต่าง ๆ ขึ้นมา ผมทำงานกับ เอตต้า มามากกว่า 30 ปี เธอคือเพื่อน และเราจะคิดถึงกันตลอดไป”
       
       เป็นที่รับรู้ของแฟนเพลงมาโดยตลอดว่า เจมส์ ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีการตรวจพบอาการของโรคอัลไซเมอร์เมื่อปี 2009 หลังจากนั้นเมื่อปลายปีที่แล้วก็มีการตรวจพบว่าเธอป่วยเป็นลูคีเมียอีก ซึ่งแม้จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ทั้งผลงานและเสียงของ เอตต้า เจมส์ จะคงเป็นอมตะต่อไป
       
       ชีวิตวัยเด็ก
       
       ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณ 70 ปี ก่อน เด็กสาวที่มีชื่อว่า เจมส์เซ็ตต้า ฮอว์กินส์ ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 1938 เป็นลูกสาวของ ดอโรธี ฮอว์คกินส์ ที่ให้กำเนิดเธอขณะที่ตนเองอายุได้เพียง 14 ปีเท่านั้น ส่วนพ่อก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ว่ากันว่าอาจจะเป็นชายผิวขาวคนหนึ่ง ที่ทำให้รูปโฉมของสาวผิวสีอย่าง เจมส์ แตกต่างจากคนอื่นออกไป
       
       หลังเริ่มฝึกร้องเพลงตั้งแต่มีอายุเพียง 5 ขวบจากคณะนักร้องในโบสถ์ เจมส์ เริ่มฉาวแววพรสวรรค์ความเป็นศิลปินชั้นเลิศ จนสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองและโบสถ์อย่างมากมาย อย่างไรก็ตามชีวิตนักร้องในวัยเด็กของเธอกลับเต็มไปด้วยความเศร้า
       
       ในช่วงเด็กผู้เป็นแม่แทบไม่เคยเหยียบย่างมาโบสถ์เพื่อชื่นชมพรสวรรค์ของลูกสาวเลย ขณะเดียวกันยังคบหาผู้ชายหลายคน และฝาก เจมส์ ไว้ให้คนอื่นดูแล รวมถึง “ซาร์จ” ชายที่พยายามทำหน้าที่เป็นผู้จัดการของเด็กหญิงตัวน้อย เรียกเงินจากโบสถ์ เพื่อหากำไร คนติดการพนันและสุรารายนี้มักจะปลุก เจมส์ ให้ตื่นขึ้นตั้งแต่เช้า เพื่อร้องเพลงให้กับเพื่อน ๆ ของเขาฟัง นับเป็นช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยบาดแผล กับถูกบังคับให้ร้องเพลงอยู่ตลอดเวลา
       
       ต่อมาเมื่อผู้ดูแลของ เจมส์ อีกคนที่มีชื่อว่า "มามา ลู" เสียชีวิตลง เธอจึงได้กลับไปอยู่กับแม่อีกครั้ง และได้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่เขต ฟิลมอร์ ใน ซานฟรานซิสโก หลังจากนั้นจึงค่อยพัฒนาทักษะการร้องเพลงขึ้นเรื่อย ๆ ตอนอายุ 14 ปี ได้ร่วมตั้งวงหญิงล้วนที่ชื่อว่า Creolettes ขึ้นมา จนได้พบกับนักดนตรีชื่อดังอย่าง จอห์นนี โอติส ที่ช่วยให้วงได้เซ็นสัญญากับ Modern Records พร้อมเปลี่ยนชื่อวงเป็น Peaches ส่วน เจมส์เซ็ตต้า ฮอว์กินส์ ก็ได้ชื่อว่า “เอตต้า เจมส์” เช่นเดียวกัน
       
       ราชินีเพลงบลูส์
       
       ในช่วงต้นปี 1955 เจมส์ และวง Peaches มีผลงาน Roll With Me, Henry เป็นซิงเกิลแรก แม้จะเจอปัญหาการเซ็นเซอร์จนต้องเปลี่ยนชื่อเพลงเป็น Dance with Me, Henry แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย เพลงขึ้นถึงอันดับ 1 ของชาร์ต Hot Rhythm & Blues Tracks จนได้ร่วมทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศกับ ลิตเติล ริชาร์ด เลยทีเดียว
       
       หลังจากนั้นเส้นทางในวงการเพลงของ เจมส์ ก็เปิดกว้าง เมื่อออกจาก Peaches ก็ได้มีผลงานแนว R&B กับเพลง Good Rockin' Daddy ที่ติดอันดับเพลงฮิต จนเมื่อสัญญากับ Modern หมดลงเธอจึงเลือกที่จะไปเซ็นกับ Chess Records ของ เลนเนิร์ด เชสส์ นักธุรกิจดนตรีชาวยิวแทน
       
       เจมส์ ได้ออกผลงานกับสังกัด Argo บริษัทลูกของ Chess Records มีซิงเกิลฮิตเพลงแรก ๆ คือการร่วมงานกับ ฮาร์วี ฟูกัว ทั้ง If I Can't Have You และ Spoonful ก่อนจะมีเพลงฮิตของตัวเองจริง ๆ กับงานแนวดูวอปและริทึมแอนด์บลูส์อย่าง I Could Do Was Cry ซึ่ง เลนเนิร์ด เชสส์ เชื่อว่า เจมส์ น่าจะไปได้ดีกับเพลงแนวบัลลาดคลาสสิก และตลาดเพลงป๊อป จึงส่งเสริมให้ออกผลงานที่มีเครื่องดนตรีอย่างไวโอลินและเครื่องสายอื่น ๆ ช่วยบรรเลง จนมีงาน My Dearest Darling เป็นเพลงฮิต
       
       ในปลายปี 1960 เจมส์ จึงได้ออกอัลบั้มชุดแรกที่มีชื่อว่า At Last! งานที่ผสมผสานดนตรีหลากหลายแนวเข้าไว้ด้วยกันทั้งสแตนดาร์ดแจ๊ส จนถึงบลูส์, อาร์แอนดบี และดูวอป มีเพลงฮิตที่กลายเป็นงานคลาสสิกทั้ง I Just Want to Make Love to You และ A Sunday Kind of Love
       
       จนเมื่อต้นปี 1961 เจมส์ ได้ตัดซิงเกิลเพลง At Last ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของ แม็ค กอร์ดอน และ แฮร์รี วอร์เรน ที่แต่งเอาไว้ตั้งแต่ปี 1941 ให้ เกลนน์ มิลเลอร์ ร้องสำหรับหนัง Orchestra Wives โดยเป็นการขับร้องในสำเนียงบูลส์ และโด่งดังกว่าต้นฉบับเสียอีก กลายเป็นเพลงที่ถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของเธอตลอดอาชีพในวงการดนตรีเลยก็ว่าได้
       
       At Last ขึ้นถึงอันดับ 2 ของชาร์ต R&B และอันดับ 47 ของ Billboard Hot 100 ว่ากันตามจริงก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ทางต้นสังกัดคาดหวังเอาไว้ แต่เพลงกลับค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในตลอดหลายปีหลังจากนั้น ทั้งถูกเปิดตามสถานีวิทยุเรื่อยมา มีศิลปินมากมายนำไปขับร้องใหม่ อย่างไรก็ตามฉบับของ เจมส์ ยังคงเป็นฉบับซึ่งเป็นที่นิยมที่สุด และที่สำคัญก็คือเป็นเพลงประจำพิธีแต่งงานสำหรับชาวอเมริกันไปแล้ว ด้วยเนื้อเรื่องที่โรแมนติก และดนตรีอันไพเราะ
       
       คำเตือนจาก บิลลี ฮอลิเดย์: “หลุมพราง” ของธุรกิจบันเทิง
       
       พูดได้ว่ายุคทองของ เจมส์ นั้นกินเวลาอยู่ในช่วง 1950s – 1960s แต่กว่าจะได้รับรางวัลแกรมมีตัวแรก เธอก็ต้องรอไปถึงปี 1994 นั่นเลย อย่างไรก็ตามสำหรับด้านอาชีพในวงการเพลง เจมส์ ยังถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม และปราศจากข้อสงสัย แต่ก็เป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับชีวิตส่วนตัวที่มีปัญหามากมาย
       
       ในหนังสือบันทึกส่วนตัว Rage to Survive ที่ตีพิมพ์จำหน่ายเมื่อปี 1995 เจมส์ เปิดเผยว่าครั้งหนึ่งไอดอลของตัวที่ชื่อว่า บิลลี ฮอลีเดย์ เคยเอ่ยปากเตือนเมื่อได้พบกันว่าให้ระวัง “หลุมพราง” ของธุรกิจบันเทิงเอาไว้บ้าง.... “บางทีเธออาจจะมองเห็นความพยศในตาของฉัน บางทีเธออาจจะเห็นปัญหามากมายที่รออยู่เบื้องหน้าของฉัน” เจมส์ กล่าวถึงคำเตือนของรุ่นพี่
       
       ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เจมส์ ต้องต่อสู้กับอาการติดเฮโรอินตลอดปี 1960s – 1970s เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาทางกฎหมายมากมายหลังจากนั้น รวมถึงเมื่อครั้งที่สามีของเธอ อาร์ติส มิลลิส ที่แต่งงานกันในปี 1969 ยอมรับโทษแต่เพียงผู้เดียวในคดีที่ทั้งสองถูกจับฐานมียาเสพติดในครอบครอง ซึ่งระหว่างที่สามีถูกจำคุก เจมส์ เองก็ถูกจับอีกครั้งเมื่อปี 1975 แม้จะไม่ต้องโทษจองจำ แต่ก็ต้องไปบำบัดอาการติดยาในโรงพยาบาลเป็นเวลา 17 เดือน ในยุค 80s ก็ต้องกลับไปบำบัดที่ เบ็ตตี้ฟอร์ดเซนเตอร์ อีก แม้กระทั่งในปี 2010 ก็ต้องเข้าบำบัดการใช้ยาแก้ปวด
       
       เมื่อปี 2008 มีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Cadillac Records ที่นำเสนอเรื่องราวในชีวิตของเธอ, เลนเนิร์ด เชสส์ และศิลปินของ Chess Records โดยนักร้องสาวคนดังแห่งยุค บียอนเซ่ รับบทเป็น เอ็ตตา เจมส์ นอกจากนั้นบียอนเซ่ยังนำเพลง At Last ไปร้องที่งานเลี้ยงรับรองหลังพิธีสาบานรับตำแหน่งของประธานาธิบดี บารัค โอบามา ด้วย แต่ตัวของ เจมส์ กลับให้สัมภาษณ์ว่ารับไม่ได้กับการร้องเพลงของ บียอนเซ่ ก่อนจะแก้ตัวว่าเป็นการพูดเล่น และยอมรับว่าเป็นการพูดเล่น ที่แฝงเอาไว้ด้วยความเจ็บปวด ที่เธอไม่ได้รับเชิญไปร้องเพลงของตัวเอง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะทำได้ดีกว่า
       
       จากหนังสือของเธอเมื่อปี 1995 เอตต้า เจมส์ ยอมรับว่าความรู้สึกโกรธเดือดดาลคือส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอ “ฉันเรียนรู้ที่จะอยู่กับความโกรธของตัวเองค่ะ ในบางด้านความโกรธทำให้ฉันยังสามารถไปต่อได้ ถ้าไม่มีมันฉันก็คงราบคาบไปนานแล้ว ด้วยสิ่งนี้ทำให้ฉันมีเพลงร้องไปอีกได้เรื่อย ๆ”

ข้อมูลข่าวจาก : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
 
 
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2550 UdClick.com! ชุมชนออนไลน์ ของชาวอุดร