ตำนาน ผีไทยยยย!!! พิมพ์ อีเมล์



ผีฟ้า และเทพารักษ์ ชอบอยู่ตามป่าตามเขา ในถ้ำ ในน้ำ หรือบนต้นไม้ บางทีเรียกว่า เทวดา หรือเจ้า เช่น เจ้าทุ่ง เจ้าท่า เจ้าป่า เจ้าเขา ผีชนิดนี้ จัดว่าเป็นผีธรรมชาติ


ผีนางตะเคียน ว่ากันว่าเป็นผีผู้หญิงสาว และสวย มีอิทธิฤทธิ์มากมาย สิงสถิตประจำต้นตะเคียน โดยเฉพาะต้นที่เก่าแก่มีอายุหลายปี คนไทยสมัยก่อนมักไม่นิยมเอาไม้ตะเคียนมาปลูกบ้าน
ผีปอบ เป็นผีไม่มีตัวตน ชอบสิงอยู่ในร่างคน กินตับไตไส้พุงของคนนั้นจนหมด จึงจะออกไปจากร่างคนที่ถูกผีปอบสิง ต่อหน้าคนมากๆ มักจะทำเป็นเจ็บป่วยหมดเรี่ยวแรง แต่เวลากลางคืน จะแอบมากินเป็ดไก่ หรือเนื้อสดๆ ทั้งดิบๆ


       

ผี นางตานี เป็นผีผู้หญิงที่มีรูปร่าง หน้าตาสวยงาม มีอภินิหารคล้ายกับผีนางตะเคียน แต่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกล้วยตานี เล่ากันว่ามักปรากฎร่างในคืนพระจันทร์เต็มดวง คนโบราณไม่นิยมปลูกกล้วยตานีไว้ในบ้าน


ผี กองกอย โบราณเชื่อว่า เป็นผีจำพวกผีโป่ง ผีค่าง หรือผีป่า ชอบสูบเลือดที่เท้าคนกิน บางทีก็เรียกว่าผีดิบ รูปร่างอย่างไรไม่ปรากฎแน่ชัด บางคนว่า ชอบกระโดดขาเดียว เวลาไปไหนมาไหน มักพบอยู่ในป่าลึก


ผี ทะเลหรือผีพราย เป็นผีที่สิงสถิตอยู่ในทะเลทำให้เกิดคลื่นลม ชาวเรือมักจะคอยสังเกตที่เสากระด้งเรือ ถ้ามีแสงเรืองขึ้นมา แสดงว่าถูกผีทะเลเล่นงาน ต้องรีบหาทางเอาตัวรอด เพราะเรือต้องจมแน่ๆ


ผี ตายโหง เป็นผีที่ดุร้ายเพราะตายแบบผิดธรรมดา เช่นถูกฆ่าตาย ถูกรถทับตาย ตกน้ำตาย วิญญาณไม่สงบเท่าที่ควร ไม่ไปผุดไปเกิดง่ายๆ ต้องรอให้มีคนมาตายตรงนั้นแทนจึงจะไปเกิด บริเวณที่มีคนตายโหงแล้วจึงมีคนตายอยู่เรื่อยๆ คนส่วนมใหญ่มักโดนผีประเภทนี้หลอกหลอนมากที่สุด


ผี ถ้วยแก้ว เป็นการเล่นกับผีโดยวิธีจุดธูปเชื้อเชิญวิญญาณผีที่รู้จัก และเป็นผีนิสัยดีมาร่วมเล่นผีถ้วยแก้ว โดยมีการทำตารางตัวอักษร สระ พยัญชนะ และตัวเลข ใช้ถ้วยตะไลคว่ำลงบนกระดาษ มีคนเล่นสี่คน ใช้ปลายนิ้วแตะที่ก้นแก้ว ตั้งคำถามให้ผีตอบ เมื่อวิญญาณอยู่ในถ้วยแล้ว ถ้วยนั้นจะเดินประสมอักษรเป็นคำ


ผี อำ เป็นอาการที่ถือว่าเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของผี เวลานอนหลับอยู่ มีความรู้สึกเหมือนมีใครมานั่งหรือนอนทับ และตรึงแขนขาทั้งสองไว้ จนกระดุกกระดิกหรือเคลื่อนไหวไม่ได้เลย ทำให้อึดอัด หายใจไมออก ต้องพยายามดิ้นรนต่อสู้จนเหนื่อยกว่าอาการนี้จะหายไป


ผี เปรต เป็นคนที่ตายไปแล้วเป้นผี มีรูปร่างสูงโย่งเย่ง ผอมโซ คอยาว กินเลือดและหนอง เชื่อกันว่าสมัยเป็นคนนั้น ทำบาปไว้อย่างมหันต์ เช่น เนรคุณ ด่าตีพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือทำลายผู้ทรงศีล ในนิทานว่าจะมีกงจักรพัดอยู่บนหัว ทำให้เลือดไหลไม่หยุด และต้องยืนตัวสั่น ขาแข็งอยู่ในขุมนรกจนกว่าจะหมดบาป



ผี กระสือ เป็นผีผู้หญิง ส่วนมากมักเป็นคนแก่ กลางวันเป็นคนธรรมดา ออกหากินเวลากลางคืนดึกๆ โดยมีหัวและตับไตไส้พุงไปด้วย เห็นเป็นดวงไฟสีเขียวโตๆส่องวาบๆ ชอบกินของสดๆคาวๆ และอุจจาระ ผีกระสือเวลาจะตาย จะต้องมีทายาทมาสืบต่อโดยการคายน้ำลาย ถ่ายเข้าปากลูกหลานคนใดคนหนึ่ง จึงจะตายได้อย่างสงบ


ผี กระหัง เป็นผีชนิดเดียวกับผีกระสือ ต่างกันตรงที่เป็นผู้ชาย ชอบกินของสกปรกต่างๆ เวลาไปไหนมักเอากระด้งสองใบทำเป็นปีกบินได้ โบราณว่ายังเอาสากตำข้าวแทนขา เอาสากกระเบือแทนหาง


เพิ่มเติมครับ
ผีบังบด


ชาว เมือง ลับแลหรือบางทีภาษาท้องถิ่น เขาก็เรียกว่า "ผีบังบด" พวกนี้ก็เป็นชาวทิพย์กลุ่มหนึ่งเหมือนกันและสามารถรับบุญที่พวกมนุษย์อุทิศ ให้ได้เป็นอย่างดี ถ้าคับคล้ายคับคราว่าจะมีพวกเขาอยู่ที่แห่งใดหรือรับทราบสัญญาณกันได้ในทาง ใดทางหนึ่งก็อุทิศบุญเพื่อพวกเขาด้วย

เรื่องราวของพวกเขาเท่าที่ฟังจากหลวงพ่อเกษมเล่าให้ฟัง ก็เป็นชาวทิพย์ประเภทหนึ่งที่มีลักษณะท่าทางการแต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนกัน กับชาวโลกมนุษย์เราและอาศัยอยู่ในโลกด้วยกันกับพวกเรานี่แหละ เพียงแต่อยู่ในอีกมิติหนึ่ง การดำเนินชีวิตของพวกเขาก็คล้ายๆกับมนุษย์เรานี่แหละ มีทั้งการทำไร่ไถนาทำการเกษตร - ทำงานหัตถกรรม -
ทำการเลี้ยงสัตว์ แต่ว่าอาการที่พวกเขาทำก็ทำไปอย่างนั้นแหละ ทำไปเพราะแรงแห่งกรรม ทำอยู่อย่างนั้นแต่ไม่ได้ผลผลิตอะไรจากการกระทำ เช่น เลี้ยงวัวก็เลี้ยงอยู่อย่างนั้นแหละ เลี้ยงไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดกรรมหมดกรรมเมื่อไหร่ก็ได้เลิกเลี้ยงวัว และวัวนั้นก็เป็นคนที่ตายแล้วไปเกิดเป็นผีวัวให้ได้เลี้ยงเพราะแรงแห่งบาป กรรมเหมือนกัน

คือชีวิตความเป็นอยู่ในโลกของพวกเขามันไม่ได้ดีขึ้นหรือเลวลง คืออยู่กันอย่างนั้นแหละ ไม่ได้ดีขึ้นไปกว่านั้นและไม่ได้เลวลงไปกว่านั้น แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาก็ยังดีกว่าเปรตและอสุรกาย แต่ก็ไม่ดีเท่ากับพวกเทวดาที่สถิตตามต้นไม้

กรรมอันใดเหรอ?
ก็เป็นบาปกรรมแต่บาปไม่หนักมากพอที่จะทำให้เกิดในนรก - เปรต - อสุกาย และก็พอมีบุญอยู่บ้างจึงส่งผลให้ไปเกิดในที่ที่เรียกกันว่าเมืองลับแลซึ่งมี เรื่องในพระไตรปิฎกอยู่เหมือนกัน คือ ชาวทิพย์เขามารักสาวชาวมนุษย์แล้วก็เลยเอาสาวชาวมนุษย์นั้นไปอยู่ในภูมิของ พวกเขาสาวชาวมนุษย์นั้นไปอยู่ที่เมืองของเขาก็เข้าใจว่าผ่านไป 7 ปี แต่ถ้านับเวลาในเมืองมนุษย์ก็ผ่านไปถึง 700 ปี


นอกเรื่องนิดนึงค้าบ
ตํานาน พญาครุฑ


ในตํานานเมืองฟ้าป่าหิมพานต์นั้น มีเรื่องราวของสัตว์ที่มีอิทธิฤทธิ์มากมายหลายชนิด เช่น ราชสีห์ คชสีห์ อันมีลําตัวเป็นสิงห์แต่มีศรีษะเป็นช้าง กินรี กินนร และสัตว์แปลกๆอีกมากมาย ในบรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้นมี 2อย่างที่นับว่าเป็นเทพ มีอิทธิฤทธิ์มากคือ พญาครุฑ จ้าวแห่งเวหา อีกหนึ่งคือ พญานาคราช จ้าวแห่งบาดาล
พญานาคนั้นมีวิมานอันเป็นทิพย์อยู่ในเมืองบาดาล ส่วนพญาครุฑนั้นก็มีวิมานฉิมพลีอยู่ที่เชิงเขาไกรลาสและได้รับพรให้เป็นอมตะ ไม่มีศาสตราวุธใดๆสามารถทําร้ายได้ แม้แต่สายฟ้าของพระอินทร์ กล่าวว่าองค์พญาครุฑนั้นมีนามว่า ท้าวเวนไตย เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ท้าวสุบรรณ ซึ่งหมายถึง(ขนวิเศษ) มีกายเป็นรัศมีสีทอง มีเดชอํานาจมากที่สุดในหมู่ครุฑทั้งหลาย อาศัยเกาะอยู่ตามต้นงิ้ว อาศัยผลงิ้วและนําดอกไม้จากตันงิ้วเป็นอาหารทิพย์ ลูกพญาครุฑจะโตขึ้นนับเวลาอายุเป็นข้างขึ้นข้างแรมตามจันทรคติ เติบโตด้วยบุญกุศลที่เคยทํามา หากลูกครุฑตนใดที่มีบุญญาธิการมามาก อํานาจจะบันดาลให้เกิดผลงิ้วทิพย์และน้ำหวานจากดอกไม้มาบําเรอลูกครุฑตน นั้นๆและลูกครุฑตนดังกล่าวจะจําเจริญวัยได้อย่างรวด

นาคและครุฑต่างเป็นสัตว์ที่คู่กันมาตามตํานาน มีเรื่องราวเล่ากันว่าในขณะที่พระพรหมกําลังสร้างโลกอยู่นั้น พระทักษะปชาบดีได้ยกลูกสาวทั้ง13คนให้ ฤาษีกัสยปะเทพบิดร และเกิดบุตรหลานเป็นจํานวนมาก โดย นางกัทรุ หนึ่งในบรรดาลูกสาวทั้ง13คนนั้นได้เป็นมารดาของนาคและงู1000ตัว ส่วน นางวินตา ผู้เป็นน้องก็ได้ให้กําเนิดไข่2ฟองซึ่งต้องใช้เวลาฟักนานมาก นางวินตา ทนรอไม่ไหวจึงทุบไข่ฟองนึงให้แตกเป็นตัวออกมา บุตรของ นางวินตา เมื่อออกมาแล้วปรากฎว่าเป็น ชายครึ่งนก แต่มีสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์เพราะออกมาจากไข่เร็วเกินไปดังนั้นบุตรชายครึ่ง นกก็กราบทูลพระมารดาว่า ให้รอไข่อีกฟองแตกตัวออกมาโดยวิธีธรรมชาติ ก็จะได้บุตรชายครึ่งนกที่มีสภาพร่างกายสมบูรณ์ จะมีบุญญาธิการและพละกําลังมหาศาลและจะคอยให้ความช่วยเหลือนางวินตาพ้นจาก ความทุกข์ทั้งปวง พอกล่าวจบบุตรครึ่งนกตนแรกก็บินจากนางไป และไปเป็นสารถีให้พระสุริยะเทพ และมีนามที่เรียกกันว่า อรุณเทพบุตร ซึ่งถือเป็นพี่ชายของพญาครุฑ
ต่อมานางกัทรุและนางวินตาได้พนันกันว่าม้าที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เหล่าทวย เทพและอสูรกวนน้ำอมฤต ที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่บนสวรรค์นั้นมีหางสีอะไรถ้าใครแพ้ก็ต้องเป็นข้ารับใช้ ตลอดไป นางวืนตาเลือกตอบว่าหางของม้านั้นเป็นสีขาว ส่วนนางกัทรุนั้นได้ตอบว่าเป็นสีดําแต่จริงๆแล้วนางกัทรุได้รู้แจ้งอยู่แล้ว ว่าหางของม้าเป็นสีขาวและนางกัทรุกลัวแพ้จึงได้คิดวางอุบายขึ้นโดยให้ลูกงู ทั้ง1000ตัวนั้นเข้าไปพันอยู่รอบๆหางของม้าให้หางของม้าดูแลกลายเป็นสีดํา และเมื่อม้าตัวนั้นวิ่งมาถึงนางทั้ง2ก็เห็นหางของม้าเป็นสีดํา นางวินตา เลยจําต้องยอมแพ้และกลายเป็นข้ารับใช้ของนางกัทรุ

ในขณะนั้นเองไข่ฟองที่2ของนางวินตาก็ได้ฟักตัวออกมา เมื่อแรกเกิด ร่างกายขยายตัวออกใหญ่โตจนจดฟ้า ดวงตราเมื่อกระพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกใด บรรดาขุนเขาก็ตกใจต้องปลาดหนีไปพร้อมกับพระพาย รัศมีพวยพุ่งออกมาจากกายสว่างไสวเป็นที่อัศจรรย์ มีลักษณะดั่งไฟไหม้ไปทั่วทั้งสี่ทิศ กระทําให้ทวยเทพต้องตกใจ สําคัญว่าเป็นพระอัคนี ต่างพากันมาบูชา เพื่อขอความคุ้มครอง หลังจากนั้นก็ได้ออกบินไปตามหานางวินตาผู้เป็นมารดาจนพบ นางวินตาจึงเล่าเรื่องที่ถูกนางกัทรุใช้กลโกงในการพนันจนต้องมาเป็นทาสรับ ใช้ พอทราบเรื่องเข้าก็ทำให้บุตรชายครึ่งนกของนางวินตา รู้สึกโกรธแค้นนางกัทรุและนาคเป็นอันมาก จึงทําให้บุตรชายครึ่งนกของนางวินตาเป็นศัตรูกับพวกนาคและงูกันมาตลอดเจอกัน เมื่อไรเป็นต้องต่อสู้กัน แต่นางวินตาก็ได้ร้องขอและได้ห้ามไว้ไม่ให้ไปทำอะไรกับฝ่ายนางกัทรุและเหล่า นาคอีก เพราะต้องการรักษาคำพูดและรักษาสัตย์ที่ได้ตกลงกันไว้นั้น บุตรชายครึ่งนกของนางวินตาก็ยอมอยู่กับนางวินตาและยอมเป็นข้ารับใช้นางกัทรุ และบรรดาลูกๆของนางคือนาคกับงู 1000 ตัวด้วย
ในที่สุดบุตรชายครึ่งนกของนางวินตาได้เข้าไปเจรจาขอแลกอิสรภาพจากนางกัทรุ และเหล่านาคให้แก่มารดาของตน นางกัทรุจึงได้ขอแลกกับน้ำอมฤตเป็นการแลกกกับอิสระภาพของนางวินตา บุตรนางวินตาจึงบินไปหาน้ำอมฤตในทันที ในระหว่างทางก็ได้พบกับฤาษีกัสปะเทพบิดรผู้เป็นบิดา ซึ่งได้แนะนำให้บุตรนางวินตาบินไปยังทะเลสาปแห่งหนึ่งและจับกินเต่ายักษ์และ ช้างที่กำลังสู้กันเพื่อเพิ่มพลังในระหว่างการเดินทางไปหานําอมฤต บุตรนางวินตาจึงได้จับสัตว์ทั้งสองกินแล้วออกบินต่อไป พอมาถึงต้นไทรต้นหนึ่งก็ได้แวะลงไปเกาะที่กิ่งต้นไทร ต้นไทรนี้มีฤาษี 4ตนกำลังบำเพ็ญตบะอยู่ พอบินลงมาเกาะจึงทำให้กิ่งต้นไทรหัก บุตรนางวินตาจึงจับกิ่งไม้นั้นไว้เพื่อไม่ให้ฤาษีทั้ง 4ตนตกลงไป ฤาษีทั้ง 4จึงเรียกบุตรนางวินตาว่า "ครุฑ" แปลว่า "ผู้แบก" หรือผู้ซึ่งยกของหนักได้ บุตรของนางวินตาจึงได้ชื่อว่า "พญาครุฑ" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมื่อข่าวเรื่องพญาครุฑจะมาขโมยน้ำอมฤตรู้ถึงพระอินทร์ พระอินทร์จึงสั่งเพิ่มเหล่าบรรดากำลังทหารสวรรค์ให้เข้มแข็ง โดยชั้นนอกให้เหล่าเทวดาสวรรค์และทูตสวรรค์รักษาไว้ ให้หม้อน้ำอมฤตอยู่ตรงกลางกงจักรที่มีงูยักษ์ 2ตัวหมุนกงจักรและจุดไฟล้อมรอบเอาไว้เพื่อป้องกันและขัดขวาง เมื่อพญาครุฑเดินทางมาถึงก็ได้ต่อสู้กับบรรดาเหล่ากองทัพทหารสวรรค์อย่างดุ เดือด และก็ใช้ปีกกระพือลมพัดเหล่าทหารเทวดาสวรรค์จนแตกพ่าย เหล่าบรรดาทหารสวรรค์ไม่สามารถต้านทานฤทธิ์เดชอํานาจของพญาครุฑได้จึงพ่าย แพ้และสูญสลายไปจนหมดสิ้น แล้วจึงบินพุ่งลงไปอมน้ำในมหาสมุทรมาพ่นดับไฟที่ลุกอยู่ล้อมรอบกงจักรนั้น เสีย และกินงูที่กำลังหมุนกงจักรอยู่นั้นอีกด้วย แล้วจึงเข้าชิงนำน้ำอมฤตกลับมาไถ่ตัวมารดา พระอินทร์จึงเข้าขัดขวางจึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น พระอินทร์ใช้สายฟ้าฟาดเข้าที่บริเวณปีกของพญาครุฑเข้าอย่างจังแต่สายฟ้าของ พระอินทร์มิอาจทําอันตรายต่อพญาครุฑได้เลย ในที่สุดพระอินทร์จึงยอมแพ้ต่อพญาครุฑ และพญาครุฑจึงได้มอบขนปีกให้กับพระอินทร์หนึ่งเส้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พระ อินทร์ และนับจากนั้นมาพญาครุฑจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ท้าวสุบรรณ"แปลว่า"ขนวิเศษ"

เรื่องราวการรบครั้งนั้นได้เลื่องลือล่วงรู้ไปถึงสามโลกธาตุ จนร้อนถึงพระนารายณ์ต้องลงมาช่วยปราบ จนเกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่างพระนารายณ์และพญาครุฑ ต่อสู้กันจนฟ้าลั่นแผ่นดินสะเทือนแต่ทั้งพระพระนารายณ์และพญาครุฑต่างก็ไม่ มีใครแพ้ใครชนะ ทั้งสองจึงยุติศึกและทำสัญญาเป็นไมตรีต่อกัน โดยพญาครุฑสัญญาที่จะรับเป็นพาหนะให้กับพระนารายณ์ตลอดไปและเป็นธงครุฑพ่าห์ สําหรับปักอยู่บนรถศึกของพระนารายณ์ ส่วนพระนารายณ์ก็ได้ให้พรความเป็นอมตะแก่พญาครุฑและไม่มีใครทำลายได้ เสร็จแล้วพญาครุฑจึงได้นำน้ำอมฤตไปไถ่ตัวนางวินตาผู้เป็นมารดาในเวลาต่อมา

ครุฑเป็นสัตว์กึ่งโอปปาติกะ หรือกึ่งกายทิพย์กายสิทธิ์คล้าย ชาวลับแล และ พวกพญานาค อยู่อีกมิติหนึ่งจากโลกของเรา ผู้ที่สามารถจะพบเห็นพญาครุฑได้นั้นต้องเคยมีบุญร่วมกับเขามา จึงจะสามารถรับรู้ถึงกันและกันได้ เหมือนกับผู้ที่สามารถติดต่อกับพญานาคได้เช่นกันล้วนต้องเป็นผู้ที่มีบุญ วาสนาต่อกันมาตั้งแต่อดีตกาลทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องสาธารณะที่จะรู้กันได้ทั่ว กันไปเช่นสามัญ

เรื่องของพญาครุฑเป็นเรื่องราวที่มีความอัศจรรย์ โลดโผนมาก แต่คนทั่วไปไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าใดนัก ความเป็นจริงแล้วเรื่องราวของพญาครุฑเป็นเรื่องที่น่าศึกษามากเพราะทางฮินดู เขานับถือครุฑว่าเป็นเทพเจ้าพระองค์หนึ่งเลยทีเดียว แม้แต่ในไทยของเราเอง ทางไสยศาสตร์ก็ให้ความนับถือเกี่ยวกับครุฑนี้มาก ดูอย่างตราประจําแผ่นดินเองก็มีลักษณะเป็น ครุฑ จึงน่าสนใจว่า ครุฑ นั้นมีอานุภาพบางอย่างและน่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในอีกมิติหนึ่ง


ชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชนคือ ผีกะ หากใครที่มีเชื้อสายผีกะจะเป็นที่รังเกียจของชาวบ้านและไม่ให้เข้าร่วม ผีกะส่วนมากอยู่ทางภาคเหนือของไทย กิจกรรมต่างๆ ของชุมชน หากทนความกดดันไม่ไหวก็อาจอพยพไปอยู่ต่างถิ่นหันไปเข้ารีตศาสนาอื่น ตัดขาดจากวงสังคมแห่งนั้นไปเลย อย่างเช่นที่เคยมีครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านของนวลที่ละทิ้งมรดกมากมายที่ บรรพบุรุษหาไว้ให้ ทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง จึงทิ้งไว้เป็นมรดกของหลวง ชาวบ้านมีความเชื่อว่าถ้าหลวงเข้าไปใช้ประโยชน์ผีกะจะกลัวและไม่ทำร้ายคนที่ อาศัยอยู่ เพราะกลัวครุฑที่เป็นสัญลักษณ์ของหลวง เชื่อกันว่าแมวโพง หรือแมวคราวกลัวครุฑ ชาวบ้านเชื่อว่าผีกะเป็นผีที่สืบสกุลทางฝ่ายมารดาคือ ลูกสาวคนเล็ก ในครอบครัวผีกะจะต้องเป็นผีกะสืบจากมารดาซึ่งหากครอบครัวนั้นไม่มีลูกสาว หรือลูกสาวไม่ปรารถนาจะรับเป็นผีกะแล้ว ก็จะเอาน้ำลายของผู้ที่เป็นผีกะนั้นป้ายที่ปากแมวโพง ทำให้แมวโพงนั้นรับสภาพเป็นผีกะไป
ระวังนะตอนกลางคืนมันจะเป็น นกเค้าแมว

ชนิดของ "ผี" ที่สามารถแฝงในร่างกายมนุษย์
เรามีความสงัสยมาก ๆ ว่า "ผี" หรือ "วิญญาณ" ชนิดใดที่สามารถเข้ามาแฝงร่างกายมนุษย์ แล้วทำให้เกิดโรคภัย ก็เลยสอบถามอาจารย์เสริมศิลป์ ท่านก็เมตตาตอบ และแยกประเภทให้เห็นเป็นชนิด ๆ เลย แยกชื่อชนิดของผี ดังนี้


๑. ผีป่า
ลักษณะ ตอนตายก็เหมือนคนทั่วไป เพียงแต่ว่าตายไปนานมาก แล้วก็เร่ร่อนอยู่ในป่าในเขา ไม่ได้เจอพระสงฆ์ ไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้อนุโมทนาบุญกับใครเลย (ลักษณะเหมือนคนหลงทางในป่า หาทางออกไม่เจอ) อยู่นานเข้าก็เริ่มมีฤทธิ์มีเดชใครเข้าป่ามาก็แปลงกายเป็นรูปร่างที่น่ากลัว หรือสัตว์ต่าง ๆ ได้ เป็นพวกเสือสมิง


๒. ผีโป่ง
ลักษณะดินโป่ง คือ แอ่งดินเค็มตามธรรมชาติ เป็นดินที่มีเกลือแร่ต่าง ๆ ปนอยู่ เช่น เกลือโซเดียมคลอไรด์ เกลือแคลเซียม แมกนีเซียม หรือ โปตัสเซียมเป็นต้น ดินโป่งมักเป็นดินเนื้อละเอียด บางคนก็บอกว่า ดินโป่งเกิดจากการทับถมของซากสัตว์ที่มากินดินโป่ง

อาการ จะมีอาการเจ็บปวดตามข้อ เหมือนเป็นโรครูมาตอยด์ แต่ตรวจเลือดแล้วหาสาเหตุไม่ได้ การเข้าแฝงของ "ผีโป่ง" ถือว่าเป็นวิญญาณผีที่ร้ายที่สุด ถ้าโดนแฝงแล้วหายยากมาก ๆ เพราะผีโป่งกินน้ำเลือดน้ำหนองในกระดูกเป็นอาหาร และแฝงลงลึกถึงในกระดูก ซึ่งเป็นสาเหตุโรคมะเร็งกระดูกส่วนหนึ่ง (ไม่ใช่ทุกกรณีนะคะว่า จะเป็นในกรณีที่หมอหลวงวินิจฉัยโรค พร้อม SCAN ตรวจเลือด ตรวจร่างกายด้วยเครื่องมือทันสมัยแล้ว กลับไม่เจอเนื้อร้ายหรือจุดที่เป็นมะเร็ง ทั้งที่อาการของผู้ป่วยเป็นตามลักษณะของโรค จะมาพบว่าเป็นโณคร้ายต่าง ๆ เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว หรือมีอาการทรุดหนัก จึงมาตรวจพบว่าเป็นโรคร้าย กรณีอย่างนี้ค่ะ) แม้ว่าจะรักษาแล้ว กระดูกก็จะผุ เพราะวิญญาณพวกนี้ แฝงลงลึกกินเนื้อเยื่อของกระดูกเลยค่ะ

ลักษณะของผีโป่ง แบ่งย่อยได้อีกประมาณ ๔ ชนิด ดังนี้
ก) โป่งน้ำ : อยู่ไกล้แถบหนองน้ำ อาการที่เป็นคือ ถ้าโดนแฝงมาแล้วตัวจะบวม ๆ
ข) โป่งช้าง : อยู่บริเวณโป่งช้าง (บริเวณที่ช้างชอบไปกินดินโป่ง) อาการที่เป็นคือ ถ้าโดนแฝงมาแล้วเท้าจะโตใหญ่ลักษณะเหมือนเท้าช้าง
ค) โป่งแห้ง : อาการที่เป็นคือ ถ้าโดนแฝงมาแล้วตัวจะค่อย ๆ ผอมลง จนตัวแห้ง คือ ผอมแห้ง ๆ
ง) โป่งอ่อน : อาการที่เป็นคือ ถ้าโดนแฝงมาแล้วจะไม่มีแรงอ่อนแอลงแล้วก็ค่อย ๆ เสียชีวิต


๓. ผีปอป : ภาษาตามภูมิภาค ทางภาคเหนือ เรียก “ผีกะ” , ทางอีสานเรียก “ผีโลง”

“ผีกะ” เป็นผีที่มีระบาดมากทางภาคเหนือ ปัจจุบันคนที่เป็นผีกะก็ยังมีกระจัดกระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ผีกะชอบกินเลือด เวลาได้ยินข่าวว่ามีคนคลอดลูก จะกระวนกระวายอยากไปดูมาก เพราะจะไปกินเขา บางทีก็กินแม่ บางทีก็กินลูก ปกติผีกะชอบกินเด็กทารก และเด็กเล็ก เท่าที่ทราบมาเด็กทารกที่โดนผีกะกิน ตัวจะเขียวเป็นจ้ำๆ เวลาใครทำให้โกรธ จะชอบไปเข้าสิง เมื่อถูกหมอผี ซักถามว่าเป็นใคร มักจะโกหกว่าเป็นคนนั้น คนนี้ ถ้าอยากรู้ว่าเป็นใคร หมอผีก็จะเอากะลา ครอบศีรษะคนที่โดนผีกะเข้า แล้วใช้มีดหมอขูดเป็นทางไปที่ก้นกะลา คนที่เป็นผีกะก็จะหัวล้านเป็นทางเหมือนรอยขูดทันที คนที่เป็นผีกะ

ดวงตาจะมีสีแดงตลอดเวลา เวลาไปไหนมักมีเสียงนกฮูกร้องตามไปด้วย เคยมีคนพิสูจน์ดูว่าผีกะมีลักษณะอย่างไรกันแน่ โดยการเอาใบตองกล้วยตีบเจ็ดหาง (กล้วยตีบ คือ กล้วยชนิดหนึ่ง มีอยู่ทางภาคเหนือ ลักษณะคล้ายกล้วยส้ม) เอามารองนั่งและเอาน้ำลายหมาดำมาป้ายที่ขอบตา แล้วนั่งดูคนที่เป็นผีกะ ตอนกลางคืน สิ่งที่เขาเห็นปรากฏว่า มีนกฮูก ๒ ตัวเกาะอยู่บนบ่าทั้ง ๒ ข้าง ผู้หญิงที่เป็นผีกะยิ่งดึก จะยิ่งสวย ส่วนผู้ชายที่เป็นผีกะ ยังไม่เคยได้ยินว่า ยิ่งดึกยิ่งหล่อ จึงยังไม่มีใครสามารถสรุปเรื่องผีกะได้ มีคนเคยเอามาสร้างเป็นละครสั้น ให้คนที่เป็นผีกะ มีวอก ๒ ตัวนั่งอยู่บนบ่าทั้ง ๒ ข้างคอยเลียแก้มซ้ายขวาในตอนกลางคืน
คัดลอกข้อความมาจาก dmc.co.th

ลักษณะ เป็นพวกชอบ เรียนมนต์ดำ ชอบนับถือผี และเซ่นของผีด้วยของสดของคาว พอตายเป็นผีก็ยังไม่ตายจริง วิญญาณต้องไปเป็นปอบกินของดิบอย่างนั้น แล้วก็ย้ายร่างไปเรื่อย ๆ ถ้าผีปอบแฝงเข้าคนไหน ผู้ป่วยจะตายไว หรือแฝงร่างที่ไม่มีวิญญาณแล้วอยู่ จะสืบทอดได้เฉพาะคนที่มีกรรมชนิดเดียวกัน .... (อย่ากระนั้นเลยนะคะพี่น้อง ... เซ่นวิญญาณด้วยการรักษาศีล ให้ทาน แล้วก็ปฏิบัติวิปัสสนา ดีกว่าค่ะ)

อาการจะชอบกินของดิบ ๆ ปอบบางตัวชอบกินไข่ดิบ ก็จะกินแต่ไข่ดิบเป็นอาหาร บางตัวชอบกินเนื้อสด ๆ ก็จะกินแต่นั้น ดิบ ๆ สด ๆ ตอนกลางวันจะง่วงนอน ไม่สามารถทนต่อแสงแดดได้ แต่กลางคืนจะแข็งแรงไม่หลับตอนกลางคืน อารมณ์จะร้ายมาก ๆ และบางที คนโดนแฝงนิสัยอาจเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยเป็นเลยค่ะ

ถ้ารักษาทันก็ไม่เป็นอะไรค่ะ แต่ถ้าไม่ทัน จากที่อาจารย์เคยพบ ให้ดื่มน้ำมนต์ หรือผูกข้อมือด้วยสายสิญจน์ ก็จะตายหลังจากรักษาเพียง ๗ วัน เท่านั้นค่ะ พอตายแล้วจะเน่าทันที ห้ามมมมม!!!!!!!!! ให้คนในครอบครัว (ที่มีสายเลือดเดียวกัน) แตะตัวเด็ดขาด เพราะจะถ่ายวิญญาณปอบออกจากร่างเข้าร่างใหม่ทันที หลังจากตายแล้วให้คนนอกครอบครัวมานำไปเผาทันที ปอบจะโดนเผาไปพร้อมกับร่างเลยค่ะ อันนี้เรื่องจริงค่ะ

    ปอบนี้คือจิตวิญญาณหรืออาคมกันแน่คะ (ข้อมูลที่ได้มาจากหลายๆ แหล่งกล่าวว่าคนที่เป็นปอบ ก็เพราะว่า
    คนๆ นั้นเรียนไสยศาสตร์แล้วของเข้าตัว อาคมที่เข้าตัวนั้นแหล่ะเขาเรียกว่าปอบ)

    คนที่เป็นปอบบางคนก็ไม่รู้ว่าปอบของตัวเองไปเข้าคนอื่น ปอบที่ไปเข้าคนอื่นก็ออกปากว่าตนเองเป็นใคร
    ทั้งๆ ที่่คนที่เป็นปอบก็ไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยเลย (บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีปอบแฝงร่างอยู่ จนกระทั่ง
    ปอบที่แฝงร่างอยู่ไปเข้าคนอื่นแล้วออกปากมานั่นแหล่ะ) ปอบที่ไปเข้าคนอื่นกรณีนี้คืออะไรกันแน่

ตอบ : ปอบมีทั้ง ๒ ชนิด ค่ะ

๑) เป็นปอบเพราะเรียนอาคมมนต์คาถา
ส่วนมากผู้ที่เป็นปอบจะมาจากสาเหตุนี้ค่อนข้างมากค่ะ เพราะ "ต้นตระกูลปอบ" มาจากคนที่เรียนอาคมเวทย์มนต์แล้วไปผิดกฎของครู เพราะการเรียนอาคมเวทย์มนต์ ครูเหล่านั้นต้องรักษากฎข้อห้าม ส่วนมากผู้เรียนอาคมเวทย์มนต์ เมื่อมีฤทธิเดชแล้วมักจะหลงลืมกฎที่ห้ามทำ เช่น ไปผิดลูกเมียเขา ไปใช้รังแกคนดี ฯลฯ อาคมเวทมนต์เหล่านั้นก็จะย้อนเข้าตัวทำให้กลายเป็น "ปอบ" ไปในที่สุด (แก้ไขไม่ได้ด้วยเมื่อจิตเดิมกลายเป็นปอบแล้ว) และที่น่ากลัวคือ "ปอบ" นั้นสามารถส่งถ่ายทอดไปให้คนอื่นได้ (การส่งต่อดูคำอธิบายด้านล่าง)

สรุปก็คือ "ปอบ" นั้นเป็น "จิตวิญญาณ" ค่ะ เพราะจิตวิญญาณถูกครอบงำโดยอาคมที่ตัวเขาเรียนเอง หรือ เรียกว่า "ของเข้าตัว" "อาคมเข้าตัว" จึงทำให้จติวิญญาณของตัวเขาเองจากที่เป็น "มนุษย์" (ผู้ประเสริฐ) กลายเป็น "ผีปอบ" ค่ะ

๒) ปอบโดยการถ่ายทอด ปอบจะสามารถถ่ายทอดมาอยู่กับคนอื่นๆ มีหลายวิธี เช่น
ก) ปอบเชื้อ
ปอบชนิดนี้ มาจากเชื้อสาย สายเลือด ทายาทโดยตรง การเป็นปอบเชื้อนั้นเกิดจากการที่คนในครอบครัว หรือบรรพบุรุษ (ไม่จำกัดเพศนะคะ เพราะเป็นจิตวิญญาณไม่แบ่งเพศค่ะ) เป็น “ปอบ” (จากสาเหตุข้างต้น) แลผู้รับนั้นมีสายเลือดเดียวกัน ก็เปรียบเสมือนกรรมพันธุ์ ค่ะ เท่าที่เคยสังเกตุ ถ้ามีพี่น้องหลายคนไม่ใช่จะให้ได้ทุกคน แต่จะเลือกคนที่ตัวปอบชอบค่ะ วิธีป้องกันไม่ให้ปอบมาชอบ คือ "สวดมนต์ และนั่งสมาธิ" ทุกวันค่ะ "ปอบ" ไม่ช๊อบบบ ไม่ชอบบบบ ...... เขาจะไปไกลห่างจากจิตวิญญาณคุณทันที (ก่อนเป็นนะ ถ้าเป็นแล้วไม่ออกนะ)

ข) ไปรับ หรือ ซื้อสิ่งของมา
บางครั้งของโบราณ บ้านเก่า ที่ดิน ข้าวของเครื่องใช้ เป็นต้น เพราะความเป็นปอบจะถ่ายทอดลงไปอยู่ใน “ ไม้ทุกแผ่น ดินทุกก้อน ของทุกชิ้น ” ดังนั้น การที่เราไปซื้อสิ่งของต่าง ๆ แม้ที่ดินใหม่ ก็เป็นที่ดินผืนเก่าอยู่ดีค่ะ แนะนำว่า อย่ากลัวเกินไปจากข้อมูลไม่ใช่ทุกที่ ส่วนมากต้องมีกรรมร่วมกัน เช่น ชาติก่อนคุณอาจเคยเล่นอาคมทำร้ายผู้อื่น เลยต้องมารับกรรมอย่างนี้ค่ะ ป้องกันตัวเองจากเรื่องต่าง ๆ ได้ค่ะ ก็คือ รักษาศีล สวดมนต์ นั่งสมาธิ เปิดซีดีเสียงสวดมนต์เมตตาใหญ่พิสดาร ทำสังฆทานอุทิศให้แก่ จิตวิญญาณเจ้าของเก่าที่เคยอยู่มา อุทิศให้เขาเรื่อย ๆ นอกจากเราจะได้บุญนั้น ๆ ๑๐๐ เปอร์เซนแล้ว วิญญาณเขาอนุโมทนากับเรา เขาก็จะออกจากพื้นที่ไป เกิดตามทางของเขา (อันนี้บอกว่า แล้วแต่กรณีความแรงของคุณปอบเขานะคะ)

ค) ความเศร้าโศกเสียใจ
ฟังดูแล้วแปลก แต่จริงนะ เมื่อเวลา "ปอบ" ในร่างของคนที่เรารู้จัก และรัก เราไปกอดเขาก่อนเขาตาย แล้วก็ร้องฟูมฟาย ร้องให้คร่ำครวญ พร่ำพรรณนาไม่อยากให้เขาตาย เมื่อลมหายใจสุดท้ายออก "จิตวิญญาณปอบ" ก็จะเดินทางไปสู่อีกคนทันที

ดังนั้น พระคุณเจ้าหลายท่านมักจะสอนว่า ถ้าคนตายอย่าพยายามร้องให้ หรือไปดึงเอาไว้ คนที่จะตายเขาห่วงลูกห่วงหลานขึ้นมาจิตก่อนตายไม่สงบ แม้ไม่เป็น "ปอบ" ก็ต้องไปเป็น "เปรต" อยู่ดี เลี่ยงไม่ได้เหมือนกัน (ตายเป็นผีเปรตแล้วก็เปลี่ยนไปเป็นจิตคนไม่ได้เหมือนกันนะ)

ถ้าแตะต้องร่างกายของปอบเมื่อร่างที่มีปอบใกล้ตาย อันนี้ต้องขอบอกว่า ถ้าเป็นญาติอาจมีสิทธินะ ประเด็นนี้จะนำเรื่อง "ผีปอบบ้าน ๓ สาว" เรื่องจริงจากชลบุรีมาให้อ่านกัน รอก่อนนะคะ ไม่ใช่ทุกบ้านจะเป็นปอบนะ ไม่ต้องกลัว ถ้าเราเป็นผู้มีศีล รักษาธรรมไม่เป็นหรอก บอกแล้ว ถ้าสวดมนต์ทุกวัน ปอบไม่ชอบบบบบบ ไม่มาอยู่ด้วยหรอก

แนะนำนะเพิ่มเติม อาจไม่ใช้ข้อป้องกัน ๑๐๐ เปอร์เซนต์ อยากให้อธิษฐานจิตเอาเองว่า
"ข้าพเจ้าจะขอเป็นกำลังศาสนา จะเผยแพร่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ขออย่าให้ข้าพเจ้าต้องเจอกับ ภัยจากมนุษ์ ภุยจากจิตวิญญาณร้าย ภัยจากธรรมชาติ เลย" (อย่าลืมเมื่อพูดแล้วทำด้วยนะ สวดมนต์ นั่งสาธิ รักษาศีล ทำทานตามกำลัง ฯฯ )

    ทำไมคนที่เป็นปอบบางคนก็มีพฤติกรรมแปลกๆ อย่างที่รู้ ๆ กันก็เช่น กินอาหารสดคาว ไม่กล้าสบตาคน ...
    ในขณะที่คนที่เป็นปอบบางคนก็ดำเนินชีวิตเป็นปกติเหมือนมนุษย์ทั่วไป อย่างที่บอกในข้อ ๒ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัว
    เองมีปอบแฝงร่างอยู่ ในเมื่อทั้งสองกรณีต่างก็คือคนที่เป็นปอบ แต่ทำไมกรณีแรกกับกรณีหลัง ถึงมีบุคลิกพฤติ
    กรรมที่แตกต่างกัน

ปอบนั้นมีอยู่หลายประเภทค่ะ เริ่มต้นตั้งแต่

ก) ปอบธรรมดา ทั่วๆ ไป
ไม่มีฤทธิ์เดชอะไรมากมาย อาศัยแฝงอยู่ในร่างกายมนุษย์ เพื่อหาของกิน ของสด ของคาว ไปวัน ๆ ปัจจุบันนี้ปอบเลือกที่มีฐานะนะ อันนี้เรื่องจริง ผีปอบไม่ได้ไปวิ่งจับไก่เหมือนสมัยก่อนแล้ว เขาไปตลาดสด ซื้อของสดมาเก็บไว้ในตู้เย็นได้ แต่ถ้าเข้าบ้านเขามันกลบกลิ่นคาวไม่ได้เท่านั้น ถ้าออกนอกบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าเป็น (เรื่องจริงเหมือนกัน หมู่บ้านผีปอบ ตอนนี้ยังอยู่เลย)

ในกรณีที่ไม่รู้ตัวว่ามีปอบอยู่ อาจเป็นเพราะกินตัวของผู้ที่ปอบสิงอยู่ค่ะ จะทำให้ป่วยไข้ เช่น ปวดหลังมาก ๆ หาหมอเท่าไหร่ไม่หาย ฯลฯ อาจกินของสุก แต่จะชอบบางอย่างดิบ ๆ ขึ้นอยู่รสนิยมของปอบที่แฝงค่ะ (เรื่อง : เปรตกินไข่) บุคลิกก็ขึ้นกับนิสัยปอบเช่นกันค่ะ

ข) ปอบที่มีอาคมแกร่งกล้า
ประเภทนี้สำแดงฤทธิ์ สำแดงเดช แบ่งย่อย ๆ ได้ เป็นชนิด ปอบมีหงอน : ปอบมีหงอนเกี่ยวร่างไว้ ส่วนมากเป็นปอบที่แก่มาก ๆ , ปอบปล้อง [ยังไม่ทราบรายละเอียด] เป็นประเภทผู้มีอาคมแกร่งกล้า และรับที่จะเป็นผีปอบ โดยไม่ต้องผิดผี ผิดกฎครูบาอาจารย์ ก็จะแรงจริง ๆ ค่ะ อันนี้ขอแนะนำว่า สวดมนต์ป้องกันภัยจากจิตวิญญาณร้าย อธิษฐานจิตเป็นประจำค่ะ

    ข้อมูลที่เคยอ่านเจอคือเมื่อคนที่เป็นปอบตาย ลูกหลานจะสืบทอดเป็นปอบต่อ หมายความว่าอาคมในตัว
    คนๆ นั้นถ่ายทอดมาอยู่กับลูกหลานรึเปล่า หรือหมายความว่าจิตวิญญาณของคนๆ นั้นมาเข้าลูกหลานกันแน่
    หากลูกหลานไม่ได้เรียนไสยศาสตร์ แล้วจะเป็นปอบได้อย่างไร คนที่เป็นปอบ ก็เพราะเรียนไสยศาสตร์ แล้ว
    ของเข้าตัวมิใช่หรือ ที่บอกว่าลูกหลานจะสืบทอดเป็นปอบต่อ แท้จริงแล้วลูกหลานไม่ได้เป็น เพียงแต่ถูกจิต
    วิญญาณของคนที่เป็นแฝงอยู่ใช่หรือไม่

อาคมไม่ได้เข้าตัว ถ้าไม่ได้เรียน แต่เป็นการแฝงของจิตวิญญารที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือผู้ที่ถูกแฝง จิตวิญญาณเหล่านั้น เข้ามาตามช่องว่างของจิต "ช่องว่างของจิต" เกิดได้เพราะ "ไม่กำหนดสติ" "ไม่สวดมนต์" (สวดมนต์เหมือนกันนั่งสมาธิ สวดมนต์ เมตตาใหญ่สามารถนำจิตถึงฌาณ ๔ ได้) จึงมีช่องว่างมากมายให้จิตวิญญาณเข้ามาแฝงได้ แม้จะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับปอบ จิตวิญญาณอื่นก็สามารถเข้ามาแฝงได้ ดังนั้น สวมนต์ นั่งสมาธิ รักษาศีล ดีที่สุด เป็นเหมือน "รั้วกันภัย" ให้จิตของท่านจริง ๆ

ไม่ต้องไปนั่งคิด หรือสงสัย ว่าไปได้รับมาบ้างหรือเปล่าทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ จากไหน?? อย่างไร?? อย่าไประแวง หรือกลัวจน "ความกลัว" ครอบงำจิตเรา (ช่องว่างจากความกลัว ทำให้จิตกลับเปิดกว้างมากกว่าการที่ไม่กลัว ขอให้พึงระวัง "ช่องว่างของจิต" มากกว่า แต่หันกลับมากระทำตนให้รอดพ้นจากดวงจิต ดวงวิญญาณร้าย เพื่อที่จะไม่ได้รับ ไม่ส่งต่อหรือถ่ายทอดต่อ ๆ กันไป ดีกว่าค่ะ คือ

การหมั่นสวดมนต์ เจริญสติ เป็นประจำ ถ้าทำได้ทุกวันยิ่งดีค่ะ โดยยิ่งถ้ารู้ว่า "เป็น" ต้องเจริญสติ สวดมนต์ ไปตลอดชีวิต อย่าได้ขาด (จิตของพระจะคุ้มครองจิตของเราไม่เหลือช่องว่างมาก เมื่อจิตไม่มีช่องว่าง จิตวิญญาณที่แฝงต้องไปค่ะ อาจไม่ต้องย้ายไปแฝงคนอื่นต่อ แต่อาจไปรับกรรมตามที่กรรมเขาก่อมาค่ะ )

หรือเพียงแค่ นะโม ๓ จบ ต่อด้วยบทอิติปิโสฯ และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ดวงจิต ดวงวิญญาณอะไรก็ตามที่แฝงอยู่ในตัวเรา เพื่อให้เขาไปเกิด หรือชี้ทางสว่างให้เขา โดยตัวท่านไป ฟังธรรมเทศนา หรือเปิดเสียงสวดมนต์ฟัง และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลบ่อย ๆ เป็นทางแก้ไขที่ดีที่สุดค่ะ

ถ้าเพิ่มการเจริญสติ ทำสมาธิไปด้วย จะดียิ่งขึ้น เพราะกุศลจากการที่เราสวดมนต์ เจริญสติ เราเองก็ได้บุญ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ ยังส่งผลให้ "สติ" ของเราก็มั่นคง สิ่งใดที่มากระทบก็ค่อนข้างมีทธิพลได้เพียงเล็กน้อย
 
ที่มาข้อมูล : http://board.palungjit.com
 
 
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2550 UdClick.com! ชุมชนออนไลน์ ของชาวอุดร