พระยอดเมืองขวาง (ทหารเอกกรมหลวงประจักษ์) วีรบุรุษของคนไทย พิมพ์ อีเมล์

พระยอดเมืองขวาง (ทหารเอกกรมหลวงประจักษ์) วีรบุรุษของคนไทย

          "พระยอดเมืองขวาง" (พ.ศ. 2395 - พ.ศ. 2443) เป็นข้าราชการฝ่ายปกครองในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำแหน่งสุดท้ายเป็น "ข้าหลวงเจ้าเมืองคำมวน" เมืองคำเกิด สังกัดกองข้าหลวง "เมืองลาวพวน" ในบังคับบัญชาของพระเจ้าน้องยาเธอ "กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม" ข้าหลวง ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านที่ต่อสู้กับทหารฝรั่งเศส ในกรณีพิพาท ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436)

        "พระยอดเมืองขวาง" เดิมชื่อ "ขำ" เป็นต้นสกุล "ยอดเพ็ชร์" เกิดเมื่อปีชวด ร.ศ. 71 (พ.ศ. 2395) ที่อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เป็นบุตรของ "พระยาไกรเพ็ชร์" (มิตร กฤษณมิตร) เริ่มรับราชการเป็นข้าหลวงผู้ช่วยในกองข้าหลวงใหญ่นครจำปาศักดิ์ รักษาราชการกองข้าหลวง "ลาวกาว" ต่อมา ได้เป็นเจ้าเมือง "เชียงขวาง" และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "คุณพระ" ซึ่งเป็นที่มาของฉายา "พระยอดเมืองขวาง" ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองคำมวน เมื่อประมาณ พ.ศ. 2328 รับผิดชอบ บ้านนาเป คำเกิด คำมวน นากาย ปากพิบูลย์ และ แก่งเจ๊ก มีอาณาเขตติดต่อกับเวียดนาม

 


พระยอดเมืองขวาง "ข้าหลวงเจ้าเมืองคำมวน"  สังกัดกองข้าหลวง "เมืองลาวพวน"
ในบังคับบัญชาของพระเจ้าน้องยาเธอ "กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม"

          ในปี พ.ศ. 2436(ร.ศ. 112) เกิดกรณีพิพาทระหว่างการปักปันเขตแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ระหว่าง ไทย กับ ฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสต้องการเมืองคำมวน กองทหารนำโดย "มองซิเออร์ลูซ" (Luce) บังคับให้ "พระยอดเมืองขวาง" ออกจากเมืองคำมวน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2436 แต่พระยอดเมืองขวางไม่ยินยอม จึงเกิดการสู้รบกัน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2436 เมื่อ "นายลูซ" สั่งให้ "นายกรอสกุรัง" พร้อมกับทหารญวน เข้ามาจับกุม "หลวงอนุรักษ์" ผู้ช่วยของพระยอดเมืองขวาง ที่ตำบลนาหลักหิน ปลายด่านคำมวนต่อกับเมืองท่าอุเทนของฝั่งไทย และเกิดการต่อสู้กัน ทำให้ "นายกรอสกุรัง" เสียชีวิตพร้อมกับทหารญวน 11-12 คน บาดเจ็บ 3 คน ฝ่ายทหารไทยเสียชีวิต 6 คน บาดเจ็บ 4 คน


พระยอดเมืองขวาง(ทหารเอกกรมหลวงประจักษ์)


นายออกุสต์ ปาวี

         จากเหตุการณ์นี้ "นายออกุสต์ ปาวี" ไม่พอใจ กล่าวหาว่าพระยอดเมืองขวางเป็นฆาตกร บุกเข้าไปทำร้าย "นายกรอสกุรัง" ขณะนอนป่วยอยู่ในที่พัก และนำเรื่องขึ้นพิจารณาคดีในศาลรับสั่งพิเศษ รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอ "กรมหลวงพิชิตปรีชากร" แม่ทัพใหญ่อีสานใต้เป็นประธานคณะผู้พิพากษา ซึ่งประกอบด้วย "พระยาสีหราชเดโชชัย" "พระยาอภัยรณฤทธิ์" "พระยาเทเวศวงศ์วิวัฒน์" "พระยาธรรมสารนิติ์" "พระยาฤทธิรงค์" "พระยาธรรมสารเนตติ์" มี "หลวงสุนทรโกษา" และ "นายหัสบำเรอ" อัยการเป็นทนายฝ่ายโจทย์ มี "นายตีเลกี" (William Alfred Tilleke ต่อมารับราชการเป็น พระยาอรรถการประสิทธิ์ ต้นสกุล คุณะดิลก) และนาย "เวอร์นอน เพจ" (Vernon Page ชาวอังกฤษ) เป็นทนายจำเลย


ภาพถ่ายนายออกุสต์ ปาวี

        การพิจารณาคดี "พระยอดเมืองขวาง" ดำเนินเป็นเวลา 22 วัน ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ ถึง 16 มีนาคม พ.ศ. 2437 ศาลมีคำพิพากษาว่า "พระยอดเมืองขวาง" ไม่มีความผิดตามฟ้อง และให้ปล่อยตัวเป็นอิสระ สร้างความไม่พอใจให้กับ "นายลาเนสซัง" ผู้สำเร็จราชการอินโดจีน และขอให้จัดตั้งศาลผสมไทย-ฝรั่งเศส ประกอบด้วยผู้พิพากษาฝรั่งเศส 3 คน เดินทางมาจากไซ่ง่อน สยาม 2 คน พิจารณาคดีเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2437 และตัดสินให้จำคุกพระยอดเมืองขวาง 20 ปี ด้วยเสียงข้างมาก 3 เสียงของฝ่ายฝรั่งเศส

        "พระยอดเมืองขวาง" ถูกจำคุกอยู่ 4 ปี ก็ได้รับอิสรภาพ จากคำร้องขอของรัฐบาลฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441 " พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" พระราชทานบำนาญให้เป็นพิเศษเดือนละ 500 บาท ท่านได้รับการยกย่องในฐานะวีรบุรุษผู้รักชาติ ต่อมาได้ล้มป่วย และเสียชีวิตใน ร.ศ. 119 (พ.ศ. 2443) อายุได้ 48 ปี เป็นต้นสกุล "ยอดเพ็ชร์" และ "กฤษณมิตร"

คดีพระยอดเมืองขวาง

        “คดีพระยอดเมืองขวาง”  ซึ่งเป็นคดีดังและเป็นต้นกำเนิดของการปฏิรูปศาลไทยของสยามประเทศในยุค วิกฤติการณ์  ร.ศ. ๑๑๒  หรือสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 


แผนที่สยาม ร.ศ.112
 

เมืองคำมวนซึ่ง "พระยอดเมืองขวาง" เป็น ข้าหลวงรักษาเมืองอยู่

          ย้อนกลับไป ร.ศ. ๑๑๒  หรือพุทธศักราช ๒๔๓๖  เป็นช่วงเวลาที่ประเทศตะวันตกล่าอาณานิคมในทวีปเอเชีย  เมื่อวันที่  ๒๓  พฤษภาคม  ๒๔๓๖  "มองซิเอร์ลุซ"  ชาวฝรั่งเศส  คุมทหารเข้าปล้น ค่าย ยึดเมืองคำมวน  หัวเมืองด่าน  ปลายพระราชอาณาเขตสยามทิศตะวันออก  ซึ่งมี  “พระยอดเมืองขวาง”  เป็นข้าหลวงรักษาเมืองซึ่งมิได้ต่อสู้ขัดขวาง  เพราะเกรงกระทบไมตรีระหว่างกรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส

 



มองซิเออร์กรอสกุแรง

           "มองซิเอร์ลุซ" จึงสั่งให้  “มองซิเออร์กรอสกุแรง”   คุมตัวพระยอดเมืองขวางกับพวกไปส่งที่เมืองท่าอุเทน อ้างว่า   หากอยู่ในเมืองคำมวนต่อไปจะเกิดอันตราย เพราะราษฎรเกลียดชัง "พระยอดเมืองขวาง"  ระหว่างคุมตัวมาถึงบ้านแก่งเจ๊ก  "มองซิเออร์กรอสกุแรง" กับทหารราว  ๒๐  นาย  ใช้กำลังฉุดกระชากลากตัว  ”หลวงอนุรักษ์”  ผู้ช่วยรักษาเมืองคำมวนไปกักขัง  ๑๑ วัน  "พระยอดเมืองขวาง" จึงตั้งให้ "ขุนวังเมืองท่าอุเทน" ไปเจรจาขอตัว "หลวงอนุรักษ์" คืน  ระหว่างเจรจานี้เองเกิดการโต้เถียง "มองซิเออร์กรอสกุแรง" จับมือ "หลวงอนุรักษ์" ลากเข้าไปในห้อง "หลวงอนุรักษ์" สะบัดมือหลุด แล้วกระโดดเรือนหนีจึงเกิดการชุลมุนพร้อมกับเสียง ปืนดังขึ้นหลายนัดแล้วเกิดไฟลุกไหม้!!!

            ตรวจสอบพบว่า ลูกปืนถูกขุนวังและทหารสยามตาย ๒-๓ นาย  ส่วนมองซิเออร์กรอสกุแรงถูกกระสุนปืนเข้าที่  “ขมับ”  นอนตายอยู่ที่เรือนที่กำลังลุกไหม้ รัฐบาลฝรั่งเศสโกรธแค้น และ ฉวยโอกาส อ้างเป็นเหตุย่ำยีเอกราชสยามประเทศโดยสั่งให้  “มองซิเออร์ปาวี”  ยื่นประท้วงโดย  “ขอให้ลงโทษ”  พระยอดเมืองขวางสถานหนักและให้สยามประเทศจ่ายค่าทำขวัญให้แก่ครอบครัวทหาร ฝรั่งเศส  ญวนและเขมรที่ถูกฆ่าตาย  เหตุการณ์ตึงเครียดครั้งนี้เองจึงได้ถูกบันทึกไว้ว่าเป็น  “วิกฤตการณ์   ร.ศ. ๑๑๒”

            รัฐบาลสยามซึ่งตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบต้องจำยอมด้วยการลงนาม หนังสือสัญญากรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส  ยกดินแดนฝั่งซ้ายฟากตะวันออกของแม่น้ำโขงและเกาะต่าง ๆ  ให้รัฐบาลฝรั่งเศส และออกพระราชบัญญัติเพื่อจัดตั้ง  “ศาลรับสั่งพิเศษ” ชำระความพระยอดเมืองขวาง

           วันที่  ๑๗  มีนาคม  ร.ศ. ๑๑๓  เวลาบ่ายโมง  ศาลรับสั่งพิเศษนั่งประชุม  ณ  สนามสถิตยุติธรรม  พระเจ้าน้องยาเธอ  "กรมหลวงพิชิตปรีชากร"  อธิบดีผู้พิพากษาใหญ่ในศาลรับสั่งพิเศษประทับยืนอ่านคำพิพากษาบนบังลังก์มี ใจความว่า  “เรื่องความอาญาระหว่างโจทก์  ทนายแผ่นดินและจำเลยคือ  "พระยอดเมืองขวาง"  ในข้อปัญหาระหว่างพระยอดเมืองขวาง  จำเลยได้ฆ่า "ซิแอร์กรอสกุแรง" และ พวกญวน อันเป็นโทษผิดต่อพระราชกำหนดกฎหมาย จริงทั้งหมดฤา  แต่ข้อหนึ่งข้อใดฤาหามิได้นั้น  เราได้พิจารณาตรวจตราคำหาคำให้การ และ พยานโจทก์จำเลย แล คำตักเตือนจนทั่วทุกอย่างแล้ว หาได้พบปะ ข้อหนึ่งข้อใด ซึ่งจะเป็นคำยืนยันว่า จำเลยได้ทำการร้ายนั้น  แม้แต่ในคำที่กล่าวหาที่ต้องยกเอามาเป็นกระทู้ปัญหานี้เองก็ไม่กล้ากล่าว ยืนยันมั่นคงได้เป็นแต่กล่าวหาแล้วก็กลับลงท้ายเป็นคำสงสัยเสียว่าสั่งให้ ผู้อื่นกระทำดังนี้  เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายต้องกล่าวโดยคำอันชัดว่า จำเลยมิได้ทำการร้ายด้วยตนเองเป็นแน่แท้  พิพากษายกฟ้อง

           ปรากฏว่า  รัฐบาลฝรั่งเศสไม่ยอมรับคำพิพากษายื่นข้อเสนอให้พิจารณาคดีใหม่รัฐบาลสยาม ต้องจำยอมอีกครั้งด้วยการตั้ง  “ศาลผสมกัน”  โดยมีอัยการฝรั่งเศสดำเนินการฟ้อง  มีองค์คณะผู้พิพากษาฝรั่งเศสกับผู้พิพากษาสยามเท่ากันฝ่ายละ ๒ คน  แต่อธิบดีผู้พิพากษาฝรั่งเศสและต้องมีการตั้งทนายความฝรั่งเศสด้วย

           วันที่  ๑๓  มิถุนายน  ร.ศ. ๑๑๓  เวลาบ่าย ๔ โมง  พระยอดเมืองขวางถูกตัดสินครั้งที่สองลงโทษให้จำคุก  ๒๐ ปี  ทั้งที่ขัดกับหลักกฎหมายสากลที่ว่า  “การกระทำอันเดียวกันจะลงโทษสองครั้งไม่ได้”  เหตุการณ์ครั้งนั้น  พระยอดเมืองขวางต้องยอมเสียสละอิสรภาพของตนเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติสยาม ไว้

           คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเสียเอกราชทางการศาลและการปกครอง ประเทศทำให้คนสยามถูกย่ำยีสิทธิและเสรีภาพ  จึงก่อให้เกิดปณิธานอันแรงกล้าของ "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"  “ปฏิรูประบบการศาลไทย”  ปลดแอกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตจนมี  “สถาบันตุลาการ”  เกิดขึ้นมาเป็นหลักประกันว่า  ศาลสถิตยุติธรรม นี่แหละ คือ  ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน


พระยอดเมืองขวาง "แผ่นดินสยามแม้ปลายนิ้ว ก็จักรักษามิให้เสียไป" ร่วมรำลึกประวัติศาสตร์ชาติไทย

          วิกฤตการณ์ทางการเมืองใน ร.ศ.  112 (2436) นั้น เริ่มต้นสืบเนื่องมาจากกรณี "สงครามปราบฮ่อ" ด้วย จักรวรรดิฝรั่งเศสมีความพยายามที่จะเข้าครอบครองอาณาจักรลานช้าง (ประเทศลาว)ทั้งหมด โดยมีความสืบค้นประวัติศาสตร์ เพื่อหาหลักฐานยืนยันว่าดินแดนหัวเมืองลาว ญวน สิบสองจุไทย หัวพันห้าทั้งหกเคยเป็นดินแดนของเวียดนาม เมื่อเวียดนามเป็นดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศสแล้ว เมืองเหล่านี้ควรจะต้องเป็นของฝรั่งเศสด้วย

        การกล่าวอ้างเรื่องดินแดนในอดีตของมหาอำนาจฝรั่งเศส มีจุดประสงค์เพื่อรุกรานประเทศสยาม โดยอ้างสิทธิในดินแดนลาวและใช้กำลังทหารเข้ารุกราน จนเกิดเป็นการกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนมาโดยตลอด

        จักรวรรดิ ฝรั่งเศสบีบบังคับไทยให้ถอนกำลังทหารจากหัวเมืองต่าง ๆ ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง โดยการส่งกำลังทหารพลเรือนเข้ายึดครองพื้นที่ในช่วงของการเจรจา ทั้งที่เมืองสตรึงแตรง (ไทยเรียกว่าเมืองเชียงแตง) เมืองโขง (ไทยเรียกว่าเมืองสีทันดร) เมืองฮาซาง (Haxang) เมืองนาบอน (Nabon) เมืองสองคอน ดอนดงและบ้านนาพระสูร

        กำลังทหารภายใต้การนำของมองซิเออร์ลุส (Luce) กับ มองสิเออร์โซเลร์ (Soler) และ มองซิแอร์กรอสกุแรง (Grosgurin) ผู้ ตรวจการณ์ประจำจังหวัดบันดิงค์ ซึ่งอาสาสมัครติดตามมาด้วยเพราะเป็นผู้ชำนาญภูมิประเทศ นำกำลังเข้าขับไล่ฝ่ายไทยที่เมืองคำมวน ซึ่งมีพระยอดเมืองขวางเป็นข้าหลวงในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2436 แต่พระยอดเมืองขวางยังมิยอมมอบเมืองให้แต่โดยดี


"เราเป็นข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณแห่งองค์พระพุทธเจ้าหลวง
จึงไม่สามารถมอบเมืองคำมวนให้แก่การรุกรานของท่านได้
ยกเว้นแต่มีคำสั่งมาจากรัฐบาลสยามเท่านั้น"

   เมื่อพระยอดไม่ยอมมอบเมืองคำมวนให้ มองสิเออร์ลุสพร้อมกำลังที่เหนือกว่า ได้เข้าปิดล้อมที่บัญชาการของพระยอดเมืองขวาง


"ปิดล้อมมันไว้ ให้พวกมันอดตาย"
 

        การปิดล้อมดำเนินไปสามวัน จนถึงวันที่ 26 พฤษภาคม เมื่อเห็นว่าฝ่ายสยามไม่อาจต่อต้านได้แล้ว มองสิเออร์ลุสจึงนำกำลังเข้าไปจับกุมและลากตัวพระยอดเมืองขวางออกมาจากจวนข้าหลวง

 


พระยอดเมืองขวางถูกควบคุมตัวอยู่สามวัน ฝ่ายฝรั่งเศสได้นำตัวไปส่งยังส่งยังท่าอุเทน
เพื่อให้ข้ามแม่น้ำโขงกลับไปยังฝั่งสยาม โดยให้เหตุผลว่า
หากอยู่ในเมืองคำมวนต่อไปจะเกิดอันตราย 
เพราะราษฎรชาวลาวเกลียดชังพระยอดเมืองขวาง ซึ่งมันไม่เป็นความจริง !!!

 

 

 

  ระหว่างนั้น มองสิเออร์ลุสสั่งให้มองซิแอร์กรอสกุแรงพร้อมกับทหารญวน เข้ามาจับกุม "หลวงอนุรักษ์" ผู้ช่วยของ "พระยอดเมืองขวาง" ที่มิได้อยู่ในที่บัญชาการด้วยในครั้งแรก เพื่อจะได้นำส่งกลับไปพร้อม "พระยอด" จึงให้ "พระยอด" ชี้ตัว "หลวงอนุรักษ์" ที่ แก่งเจ็ก ตำบลนาหลักหิน ปลายด่านคำมวนต่อกับเมืองท่าอุเทนของฝั่งไทย

 

 

 

แต่หลวงอนุรักษ์ไม่ยอมให้จับกุม จึงถูกทหาญวนรุมทำร้าย เกิดการฉุดปล้ำลากตัวเป็นที่รุนแรง
 

พระยอดเมืองขวาง ถาม มองสิเออร์ลุส ว่า "ทำไมจึงต้องทำรุนแรง กับข้าราชการสยามเช่นนี้"

 


"มองสิเออร์ลุส" จับมือ "พระยอด" ให้นั่งลง และแจ้งว่า
"คนของท่านบอกว่าจะกลับไปที่เมืองคำมวนของเรา(ฝรั่งเศส)อีก
ซึ่งเราจะยอมให้ทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเมืองคำมวนเป็นของเราแล้ว"

 


ทหารญวนในสังกัดฝรั่งเศส ได้มัดมือ "หลวงอนุรักษ์" ผู้ช่วยรักษาเมืองคำมวน ไปกักขัง 11 วัน
และนำตัว "พระยอด" ข้ามมายังท่าอุเทน
 

         "พระยอดเมืองขวาง" เห็นว่าการกระทำของฝรั่งเศสต่อตน และ "หลวงอนุรักษ์" จะเป็นการหมิ่นพระเกียรติ จึงได้เดินทางไปพบกับกองกำลังของ "รท.ทุ้ย" และ "รต.แปลก" ที่ถูกส่งมาผลักดันฝรั่งเศสให้ถอนทหารออกจากพระราชอาณาเขตในทันที

 

 


       กำลังทหารฝ่ายสยามกว่า 50 นาย เดินทางไปพร้อมกับ "พระยอดเมืองขวาง" พร้อม "ขุนวังเมืองท่าอุเทน" เพื่อไปเจรจาขอตัว "หลวงอนุรักษ์" คืนที่ "จวนแก่งเจ๊ก" ระหว่าง ที่มีการเจรจานี้เองได้เกิดการโต้เถียงและความวุ่นวาย สับสน เมื่อ "มองซิเออร์กรอสกุแรง" จับข้อมือ "หลวงอนุรักษ์" ลากเข้าไปในห้อง โดยมีทหารญวนคุ้มกันตามขึ้นไปนายหนึ่ง โดยมีจุดประสงค์ที่จะไม่ยอมมอบตัว "หลวงอนุรักษ์" คืนให้ฝ่ายสยาม

 

        แต่ "หลวงอนุรักษ์" ก็สะบัดมือหลุดจาก "มองซิเออร์กรอสกุแรง"
แล้วกระโดดเรือนหนีไปทาง "พระยอด" และ กลุ่มทหารสยามที่ดูเชิงอยู่ห่างๆ นอกจวน
 

         ฝ่ายทหารญวน ก็ปิดฉากยิงปืนตามหลังหลวงอนุรักษ์ แต่กระสุนพลาดไปโดนทหารสยามตายไปคนหนึ่ง


          หลังจากกระสุนนัดแรก "มองซิเออร์กรอสกุแรง" พร้อม "นายบุนจัน" ล่ามชาวเขมร ก็ได้วิ่งขึ้นไปชั้นบน
หยิบปืนขึ้นมายิงใส่ทหารสยาม
 
 
 

พระยอด และ หน่วยทหารสยามจึงยิงปืนตอบโต้ เกิดเป็นการชุลมุนพร้อมกับเสียงปืนหลายนัด
 
 
 
        ยังผลให้เรือนบัญชาการฝรั่งเศสที่แก่งเจ็กเกิดไฟลุกไหม้ !!!
 
 
 
 

        เมื่อสิ้นเสียปืนบนจวน "นายบุนจัน" ล่ามชาวเขมร วิ่งออกมาร้องขอชีวิต ซึ่ง "พระยอด" ก็ได้สั่งให้หยุดยิง ผลของการปะทะ ขุนวังท่าอุเทนและทหารสยามเสียชีวิตรวม 6 นาย  ส่วนมองซิเออร์กรอสกุแรงถูกกระสุนปืนเข้าที่ศรีษะนอนตายอยู่ที่เรือนที่กำลังลุกไหม้ ทหารญวนฝรั่งเศสเสียชีวิตไป 12 นาย !!!


และนี่คือ ชนวนต้นเหตุของเหตุการณ์ ร.ศ.112

 


  เรือรบลูแตง


เรือรบโคเมต (Comet)


เรือรบแองกองสตังต์ (Inconstant) 


ภาพวาดเรือรบลูแตง


ภาพเรือรบทั้ง 3 ลำ ของฝรั่งเศส จอดอยู่ที่ ปากน้ำ สมุทรปราการ

        เหตุการณ์ที่แก่งเจ็ก นำมาสู่ "วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112" โดยสมบูรณ์แบบ เมื่อฝรั่งเศสใช้เป็นข้ออ้างในการบีบบังคับสยามโดยการใช้เรือรบ 2 ลำ ชื่อ โคเมต (Comet) และแองกองสตังต์ (Inconstant) เข้ามาสมทบกับเรือรบลูแตง เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 บุก ทะลวงแนวป้องกันของฝ่ายสยามเข้ามาถึงจอดเทียบท่า พร้อมบรรจุกระสุนเต็มอัตราศึกที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับพระบรมมหาราชวัง


ภาพวาดของฝรั่งเศส เรือรบ 3 ลำ ปิดอ่าวไทย

 

(รายละเอียดของเหตุการณ์รบ ร.ศ. 112 สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้จาก google)
 
ในวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2436  ฝรั่งเศสได้ยื่นคำขาดแก่รัฐบาลไทย 6 ข้อ ดังนี้

1. ให้เคารพสิทธิของเวียดนามและเขมรในดินแดนเหนือฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และเกาะต่างๆ ในลำแม่น้ำนี้
2. ให้ถอนกองทหารที่ตั้งมั่นอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน
3. ให้เสียค่าปรับไหมแก่ฝรั่งเศสในเหตุอุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นที่ ทุ่งเชียงคำ และที่ คำมวน รวมทั้งการที่ได้ทำอันตรายและความเสียหายแก่เรือ และพวกกะลาสีเรือฝรั่งเศสในลำแม่น้ำเจ้าพระยา
4. ให้ลงโทษผู้กระทำผิดและเสียเงินค่าทำขวัญแก่ครอบครัวผู้ที่ต้องเสียชีวิต
5. ให้ใช้เงิน 2,000,000 แฟรงค์ ค่าที่ทำความเสียหายแก่ชนชาติฝรั่งเศส
6. ให้จ่ายเงินจำนวน 3,000,000 บาททันที มัดจำการชดใช้เงินค่าเสียหายและเงินทำขวัญรายต่างๆ หรือถ้าไม่สามารถจ่ายได้ ก็ต้องยอมให้รัฐบาลฝรั่งเศส ถือสิทธิเก็บเงินค่าส่วยสาอากร และสมพัตสรในมณฑลพระตะบองและเสียมราฐ

        ในตอนท้ายของข้อเรียกร้อง ฝรั่งเศสได้ให้เวลาฝ่ายสยามตัดสินใจภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะดำเนินการปิดอ่าวไทยทันที ซึ่งฝ่ายสยามก็ยังลังเลที่จะทำสงครามหรือปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง

        อัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพ ฯ มองสิเออร์ปาวี ได้ถอนตัวออกจากประเทศไทยพร้อมเรือรบทั้ง 3 ลำ ในวันที่ 26 กรกฎาคม และมอบหมายความคุ้มครองผลประโยชน์แก่คนของฝรั่งเศส ไว้ในความดูแลของ ฮอลันดา แต่หลังจากที่ ม. ปาวีออกจากกรุงเทพฯ แล้ว

       ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 27 กรกฎาคม กองเรือของฝรั่งเศสภายใต้การนำของนายพลเรือฮูมันน์ (Hummun) ผู้บัญชาการกองเรือฝรั่งเศสภาคตะวันออกไกลก็ประกาศปิดอ่าวไทยทันที โดยใช้เรือ 12 ลำ และได้ประกาศเลิกปิดอ่าวไทยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2436 หลังจากที่รัฐบาลไทยได้ยอมรับข้อเรียกร้องทุกประการ


"หมาป่าหาเรื่องลูกแกะ ฝรั่งเศสหาเรื่องไทย"


        แล้วเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งมีบันทึกเพิ่มเติมอีก 3 ข้อ คือ

        1.  รัฐบาลฝรั่งเศสจะยึดแม่น้ำและเมืองจันทบุรีไว้จนกว่ากองทหารไทยที่ตั้งมั่นอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงจะถอยไปสิ้น
        2.  รัฐบาลสยามจะต้องไม่รวมกำลังทหารใดๆ ไว้ที่เมืองพระตะบองและเสียมราฐ รวมทั้งเขตที่ตั้งอยู่ในระยะรัศมี 25 กิโลเมตร ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงนับแต่ดินแดนเขมรไป
       3. รัฐบาลฝรั่งเศสจะสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะตั้งกงสุลไว้ที่เมืองนครราชสีมาและเมืองน่าน โดยฝรั่งเศสอ้างว่า "การที่รัฐบาลสยามทำชักช้าไม่ยอมรับคำขาดของรัฐบาลฝรั่งเศสที่ราชทูตฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯ ยื่นไปในวันที่ 20 กรกฎาคมนั้น สมควรที่รัฐบาลฝรั่งเศสจะต้องทวีข้อมัดจำยิ่งขึ้น "

 


           "พระยอดเมืองขวาง" ตกเป็นจำเลยการเมือง และ การเสียดินแดนของสยาม ต้องขึ้นศาลรับสั่งพิเศษตามคำกล่าวหาของฝรั่งเศส ที่กล่าวหา"พระยอดเมืองขวาง" ว่าเป็นฆาตกรบุกเข้าไปทำร้าย "นายมองซิเออร์กรอสกุแรง" ที่นอนป่วยอยู่ในที่พัก

 


"พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร"
แม่ทัพใหญ่มณฑลอีสานใต้เป็นประธานคณะผู้พิพากษา

            พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร แม่ทัพใหญ่มณฑลอีสานใต้เป็นประธานคณะผู้พิพากษา

          24 มิถุนายน พ.ศ. 2436 คณะผู้พิพากษา ศาลรับสั่งพิเศษพร้อม มีคำพิพากษาว่า พระยอดเมืองขวางไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหาของฝรั่งเศส เนื่องจากเมืองคำมวน คำเกิดเป็นดินแดนของประเทศสยาม พระยอดเมืองขวางจึงมีสิทธิในการดูแลบ้านเมืองในฐานะข้าราชการต่างพระเนตรพระ กรรณ จึงไม่มีความผิดให้ปล่อยตัวเป็นอิสระ

        เสียงไชโยโห่ร้องด้วยความยินดี ดังไปทั่วศาล โดยเฉพาะคุณนายทิพย์และเด็กชายเติมศักดิ์ ต่างก็ดีใจเป็นล้นพ้น ที่พระยอดเมืองขวางพ้นคดี

       

       แต่การตัดสินของศาลไทย ไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายฝรั่งเศสที่ต้องการเอาผิดพระยอดเมืองขวางให้ได้ จึงบีบบังคับให้มีการพิพากษาใหม่ โดย นาย ลาเนสซัง ผู้ สำเร็จราชการอินโดจีนขอให้จัดตั้งศาลผสมไทย - ฝรั่งเศส ประกอบด้วยผู้พิพากษาฝรั่งเศส 3 คน และฝ่ายสยาม 2 คน พิจารณาพระยอดเมืองขวางอีกครั้ง  ณ สถานทูตฝรั่งเศส


        มีความพยายามในการเอาผิดพระยอดเมืองขวางอย่างรุนแรงจากฝ่ายฝรั่งเศส จนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงกับมีพระราชปรารภว่า  "....แลไม่เห็นเลยว่าจะจบลงเพียงใดกว่าจะได้ตัดหัวพระยอด..."


        3  ตุลาคม พ.ศ. 2436 ศาลผสมมีมติ 3 :2 โดย มร.มอนคอต พิพากษาให้พระยอดเมืองขวางมีความผิดในฐานะฆาตกร ฆ่ามองซิเออร์กรอสกุแรง โดยมีการไตร่ตรองไว้ก่อน ให้จำคุก 20 ปี

           "พระยอดไม่ผิด......พวกคุณรังแกเรา" เสียงคุณนายทิพย์ดังขึ้นในท่ามกลางเสียงไม่พอใจคำพิพากษาของผู้คนชาวสยาม แต่คุณนายหลวงอนุรักษ์ และ เด็กชายเติมศักดิ์บุตรชาย ได้กอดดึงคุณนายทิพย์ที่กำลังถลันไปยังหน้าบัลลังก์ประธานศาล...ด้วยน้ำตา ที่นองหน้า

 

        หลวงอนุรักษ์ยิ่งทนไม่ได้กับคำตัดสินเสียงข้างมากลากไป "ศาลฝรั่งเศส 3 คน ตัดสินลำเอียง....นี่แผ่นดินสยามนะ" แต่เพื่อนข้าราชการที่เข้าร่วมฟังการตัดสินในศาลต่างได้ยุดแขนไว้ให้นั่งลง

        ส่วนตัวพระยอดเองนั้นกลับยืนสงบนิ่ง เพราะรู้ดีว่าคดีนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องฆาตกรรมเล็ก ๆ ดังที่ฝรั่งเศสกล่าวอ้างเอาผิด แต่เป็นเรื่องที่กระเทือนพระราชหฤทัยพระพุทธเจ้าหลวง อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา เพราะหากไม่ยอมหรือแสดงอาการกระด้างกระเดื่อง ก็จะเปิดโอกาสให้ชาติฝรั่งเศสใช้เป็นข้ออ้างกระทำการรุกรานแผ่นดินของชาว สยามได้อีก



          ยกกระบัตร ศาลและพลตระเวนได้กันตัวพระยอดไปส่งพัศดีที่คุกของชาวสยาม โดยมีคุณนายทิพย์และเด็กชายเต็มศักดิ์ โผเข้ากอดร่ำไห้....กันกลมทั้งสามพ่อแม่ลูก

 


          พระยอดประคองเมียและลูกขึ้นมา ไม่มีน้ำตาสักหยดบนใบหน้า "น้อง ทิพย์เอ๋ย เรื่องราวนี้มันใหญ่เกินกว่าที่ครอบครัวเราและชาวสยามจะตัดสินความจริงได้ เอง อย่างน้อยการที่พวกฝรั่งสามารถเอาพ่อเข้าคุก มันกลับช่วยเป็นการลดความยุ่งยากและปัญหาที่หนักพระราชหฤทัยพระพุทธเจ้าหลวง ที่เราเคารพรักและเทิดทูน"

 

          "อย่าว่าแต่เพียงเข้าคุกตะราง 20 ปี เลย ชีวิตของพ่อนี้ก็ขอยอมอุทิศถวายให้แก่ชาติและองค์เหนือหัวเจ้าชีวิตของพ่อ มาตั้งแต่เข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณแล้ว ....ลูกเอ๋ย"

 

 

 


        ระหว่าง ที่พระยอดถูกจองจำในคุก ราชทูตฝรั่งเศส "มองซิเออร์ปาวี" มักจะเข้ามาดูการจองจำ และ พูดจาเยาะเย้ยถากถาง ให้พระยอดเจ็บแค้น แต่มันก็ไร้ผล .....พระยอดนิ่งเฉยไม่ไยดี

 

          พระ ยอดตระหนักดีว่า การติดคุกครั้งนี้เป็นเรื่องของการเมือง หากตนหลบหนี ก็จะก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศ ถึงแม้ตนจะไม่ทำผิดตามข้อกล่าวหา

 

         ใน ระหว่างการจำคุก พระยอดก็ถูกจำตรวนเช่นเดียวกับนักโทษทั่วไป คือจองจำทั้งที่คอและขา ที่คอมีเหล็กวงกลม มีโซ่ล่าม ส่วนที่ข้อเท้าก็มีห่วงและโซ่ล่าม

        ผ่านไป 2 ปี  ฝ่ายฝรั่งเศสก็หาได้พอใจที่พระยอดเมืองติดคุกของสยาม  ฝรั่งเศสต้องการนำตัวไปลงโทษเองให้รุนแรงกว่าโดยการเนรเทศไปหัวเมืองใกล้ๆ แต่ทางสยามไม่ยอมให้

        ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปล่อยตัว "พระยอดเมืองขวาง" ออกจากเรือนจำกองมหันตโทษ อย่างเงียบ ๆ  พร้อมกับจัดรถรับส่ง "พระยอดเมืองขวาง" กลับไปบ้าน ซึ่งขณะนั้น....พระยอดเมืองขวางกำลังนุ่งโสร่งรับประทานอาหารอยู่  พอทราบพระบรมราชโองการดังกล่าว ก็ถึงกับหยุดรับประทานอาหารและเดินออกจากเรือนจำมหันตโทษโดยไม่ได้แต่งตัวใหม่แต่อย่างใด

 

       ตามที่ "พระยอดเมืองขวาง" ผู้รับราชการเป็นผู้รักษาการตำแหน่งเจ้าเมืองคำเกิด เมืองคำมวน ได้ร่วมกับขุนหมื่นไพร่ทั้งปวงและทหารในบังคับบัญชาของ "รท.ทุ้ย" "รต.แปลก" ในกองข้าหลวงพิเศษประจำมณฑลลาวพวน ทำการต่อสู้ทหารชาวต่างชาติ ผู้รุกรานจนถึงแก่ความตาย และ บาดเจ็บ นับเป็นความชอบต่อบ้านเมืองเป็นอย่างมาก แต่ตัวพระยอดเมืองขวางต้องจำคุกตามคำพิพากษาของศาลผสมกันนั้น

       บัดนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม คุณพระราชดำริถึงคุณงามความดีของพระยอดเมืองขวางซึ่งได้บำเพ็ญมาแล้วแต่หน หลัง

        ทรงเห็นว่า "พระยอดเมืองขวาง" เป็นบุคคลที่เสียสละให้แก่ชาติบ้านเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นอันมาก และอย่างแท้จริง การต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลผสมกัน ซึ่งเป็นการเรียกร้องของฝรั่งเศสนับว่าเกินกว่าความจำเป็นแล้ว

        เพื่อตอบแทนคุณความดีของ "พระยอดเมืองขวาง" จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอภัยโทษ ปลดปล่อยให้พระยอดเมืองขวางพ้นจากโทษที่ได้รับนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป  และทรงพระราชทานบำเหน็จบำนาญเป็นกรณีพิเศษเดือนละ 500 บาท นับตั้งแต่วันพ้นโทษตลอดไปด้วย

        เมื่อสิ้นรับสั่ง "พระยอดเมืองขวาง" หันหน้าไปทางทิศพระบรมมหาราชวัง ยกมือจรดหน้าผากคุกเข่าลงถวายบังคมลงบนพื้น พร้อมเสียงสั่นเครือแห่งความจงรักภักดี
     
        "ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน....พระพุทธเจ้าข้า"

        เงื่อนไขที่ฝรั่งเศสแลกเปลี่ยนการปล่อยตัวพระยอดเมืองขวางให้พ้นโทษก่อนกำหนด  คือ

       1. ให้รัฐบาลไทยยอมรับเรื่องจดทะเบียนคนในบังคับฝรั่งเศสเรื่องเขตแดนหลวงพระบาง และเขตปลอดทหาร 25 กม. ในฝั่งขวาของแม่น้ำโขง

       2. เมื่อปล่อยตัวพระยอดเมืองขวาง ไม่ให้ทำเอิกเกริก และไม่ให้หนังสือพิมพ์ลงข่าวแสดงความยินดีด้วย

        3. ขอให้ไทยปล่อยคนในบังคับฝรั่งเศสที่ต้องขังอยู่ภายในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2441 รวมเวลาที่ พระยอดเมืองขวางถูกจำคุกนับแต่มีคำพิพากษาถึงวันปล่อยตัวทั้งสิ้น  4 ปี 4 เดือน 24 วัน

ขอขอบคุณภาพและเนื้อหาดีดีจาก ศุภศรุต จาก http://www.oknation.net/blog/voranai

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ค่ายพระยอดเมืองขวาง

ที่ตั้ง

 

 
ค่ายพระยอดเมืองขวาง ตั้งที่บ้านกุรุคุ หมู่ ๑๑ ถ.นครพนม - สกลนคร ตำบลกุรุคุ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

 

ประวัติความเป็นมา

         เดิม "ค่ายพระยอดเมืองขวาง" มีชื่อว่า "ค่ายนาโพธิ์" แต่คราวหลังได้มีเหตุการประหลาดเกิดขึ้นหลังจากที่ตั้งชื่อค่ายว่า "ค่ายนาโพธิ์" คือ มีพายุแรง ฝนตกอย่างแรงประมาณ ๑๕.๔๗ นาที ได้มีฟ้าผ่าลงมาตรงกลางป้ายที่เขียนว่า "ค่ายนาโพธิ์" ออกเป็น ๒ ซีก แต่ก็ได้จัดทำป้าย ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง

       หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้มาตั้งชื่อ ค่ายนาโพธิ์ ใหม่ว่า "ค่ายพระยอดเมืองขวาง" หลังจากที่เขียนป้ายพระราชทานนามว่า ค่ายพระยอดเมืองขวางแล้ว ก็ได้มีนายทหารคนหนึ่งยศพลเอก ได้ฝันเห็นผู้ชายใส่ชุดไทยมีดาบ มีกระบี่ใส่หมวกบานอันใหญ่ ๆ เป็นคนในรัชกาลที่ ๕ มาเข้าฝันว่า ให้ตั้งศาลพระยอดเมืองขวาง และได้บอกว่าเป็นพระยอดเมืองขวาง ตอนนี้วิญญาณยังอยู่ที่ประเทศลาว อยู่ในภูเขา ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งต้องเร่ร่อนไปมาระหว่างลาว และค่ายพระยอดเมืองขวาง ก็ขอช่วยให้ตั้งศาล พระยอดเมืองขวางให้ด้วยขอช้าง ๒ ตัว ขอบริวารนางรำ และไฟประดับแสงสีทุกอย่าง และต้องไปอัญเชิญดวงวิญญาณมาด้วยที่ประเทศลาว เมื่อพอรุ่งเช้านายพลผู้นั้นก็มาบอกทางกองทัพ ให้จัดตั้งศาลพันตรีพระยอดเมืองขวาง (จังหวัดทหารบกนครพนม)


ศาลพระยอดเมืองขวาง

 

Comments
เพิ่มคอมเม้นค้นหา
ทำไมไม่มีใครเอามาทำเป็นภาพยนต์
dorn (27.130.254.xxx) 2013-01-26 05:56:45

หรือทำเป็นการ์ตูนเอนิเมชั่นก็ได้
Write comment
Name:
Email:
 
Website:
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil:
:silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P
:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
Security Image
กรุณาป้อนรหัสป้องกัน โดยใส่รหัสตามรูปภาพที่เห็น. (Please input the anti-spam code that you can read in the image.)
 
 
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2550 UdClick.com! ชุมชนออนไลน์ ของชาวอุดร
 

Join us on Facebook

Please wait..10 Seconds Cancel